นางสาวภิญญาพัชญ์ ศันสนียชีวิน สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะรองโฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การติดตามการบริหารงบประมาณ วุฒิสภา กล่าวถึงบทบาทหน้าที่และการดำเนินงานในรอบปีที่ผ่านมา รวมถึงทิศทางการทำงานในปี 2569 ที่มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบงบประมาณแผ่นดินว่า กมธ.การติดตามการบริหารงบประมาณ วุฒิสภา มีหน้าที่พิจารณา ศึกษา และติดตามการบริหารจัดการงบประมาณของหน่วยงานรัฐให้มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ โดยมีการตั้งคณะอนุกรรมาธิการ 3 คณะ ประกอบด้วย ด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และสังคม ซึ่งการทำงานเน้นทั้งกระบวนการตั้งแต่การพิจารณาจัดทำงบประมาณ การติดตามการใช้จ่าย จนถึงการประเมินผลและถอดบทเรียน
สำหรับผลงานในปีที่ผ่านมา จากการลงพื้นที่ กมธ. ได้พบปัญหาเรื่องระเบียบราชการที่เป็นอุปสรรคต่อการช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะกรณีภัยพิบัติที่วงเงินทดรองราชการเดิม 20 ล้านบาท ไม่เพียงพอต่อการช่วยเหลือ เบื้องต้น ทาง กมธ. จึงได้ทำหนังสือเร่งรัดไปยังกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและกรมบัญชีกลาง จนนำไปสู่การปรับเพิ่มวงเงินเป็น 50 ล้านบาท ซึ่งช่วยให้จังหวัดต่างๆ สามารถบริหารจัดการช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้คล่องตัวและทันท่วงทีมากขึ้น
นอกจากนี้ กมธ. ยังพบปัญหาสำคัญคือ "ความล่าช้าในการเบิกจ่ายงบประมาณ" และ "ระเบียบไม่สอดคล้องกับพื้นที่" ยกตัวอย่างกรณีจังหวัดภูเก็ตที่มีค่าครองชีพสูง แต่ระเบียบราคากลางกำหนดเท่ากันทั่วประเทศ ทำให้ไม่มีผู้ประกอบการเข้าประมูลงาน หรือผู้รับเหมาทิ้งงานเพราะทำไม่ไหว ส่งผลให้งบประมาณตกพับไป นอกจากนี้ ยังพบปัญหางบก่อสร้างที่ได้รับการจัดสรรแล้วแต่สร้างไม่ได้ เนื่องจากหน่วยงานยังไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้พื้นที่ ซึ่ง กมธ. ได้รวบรวมปัญหาเหล่านี้เสนอต่อรัฐบาลเพื่อปรับปรุงแก้ไขต่อไป
นางสาวภิญญาพัชญ์ กล่าวว่า สำหรับทิศทางการทำงานในปีนี้ ทางกมธ. จะเน้นติดตามงบประมาณของส่วนราชการต่าง ๆ ทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค รัฐวิสาหกิจและองค์การมหาชน และองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ เพื่อให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจ หรือนโยบายของรัฐบาล หรือแผนยุทธศาสตร์ชาติ ดำเนินการให้หน่วยงานที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณได้ดำเนินการงบประมาณ วางแผนการใช้จ่ายงบประมาณ บรรลุวัตถุประสงค์และสอดรับกับตัวชี้วัดหรือไม่ พร้อมตั้งเป้าที่จะนำเทคโนโลยีและระบบดิจิทัลมาใช้ในการติดตามงบประมาณ (Real-time monitoring) เพื่อให้เห็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกันและลดอคติในการตรวจสอบ โดยการใช้ AI จะช่วยวิเคราะห์ความคุ้มค่าได้แม่นยำขึ้น และสร้างความโปร่งใสให้ประชาชนตรวจสอบได้
รองโฆษก กมธ. ย้ำว่า ความคุ้มค่า ในมุมมองของ กมธ. ไม่ได้หมายถึงการซื้อของที่ราคาถูกที่สุด เพราะของถูกอาจไม่มีคุณภาพและเสียง่าย แต่ต้องวัดจาก "ผลสัมฤทธิ์ (Outcome)" ที่ประชาชนได้รับจริง เช่น การสร้างฝายที่ชาวบ้านได้ใช้น้ำตลอดหน้าแล้ง หรือการจัดกิจกรรมระดับชาติที่สร้างชื่อเสียงและภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศ ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นความไม่โปร่งใส หรือมีปัญหาเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณในพื้นที่ สามารถส่งเรื่องร้องเรียนพร้อมหลักฐานมายังวุฒิสภา หรือผ่านทางเพจ Facebook "คณะกรรมาธิการการติดตามการบริหารงบประมาณ วุฒิสภา" เพื่อให้ กมธ. เข้าไปตรวจสอบและประสานงานแก้ไขปัญหาต่อไป
คริส พุทธชาติ ข่าว/เรียบเรียง (แฟ้มภาพ)