นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา แถลงผลการประชุมคณะกรรมาธิการฯ เพื่อพิจารณาการแก้กติกาเลือกตั้งคณะกรรมการ (บอร์ด) ประกันสังคม เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ว่า การประชุมนานกว่า 5 ชั่วโมง ได้เชิญผู้เกี่ยวข้อง กลุ่มประกันสังคมก้าวหน้าในฐานะผู้ร้องเรียน รวมถึงตัวแทนของสำนักงานกองทุนประกันสังคม (สปส.) เพื่อมาชี้แจงประเด็นการผลักดันออกแบบกติกาการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมใหม่ ซึ่งเป็นการแก้ไขกติกาสาธารณะที่จะส่งผลต่อประชาชนและผู้ประกันตนจำนวนมาก โดยข้อถกเถียงหลัก ๆ มี 3 ประเด็น คือ ความไม่ชัดเจนว่าใครเป็นผู้ผลักดันกติกาใหม่และด้วยเหตุผลใด คณะกรรมาธิการฯ ได้สอบถาม สปส. โดยได้รับคำชี้แจงว่า เกิดขึ้นจากการที่ได้ทบทวนบทเรียนการเลือกตั้งบอร์ดเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกว่ามีจุดบกพร่อง และมีข้อคิดเห็นอย่างไร สปส. คาดว่าการเปลี่ยนแปลงกติกาการเลือกตั้งจะทำให้ผู้ประกันตนเข้ามามีส่วนร่วมกับการเลือกตั้งมากขึ้น โดยการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว มีผู้มาใช้สิทธิไม่ถึง 1% ด้วยซ้ำ โดยคณะกรรมาธิการฯ เห็นว่าเหตุผลนี้ยังไม่หนักแน่นเพียงพอ เพราะการที่เปลี่ยนแปลงกติกาอธิบายไม่ได้ว่าจะทำให้ผู้ประกันตนออกมาใช้สิทธิมากขึ้น โดยตนเชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าไม่ว่าจะเลือกด้วยกติกาใด ใหม่หรือเก่า ผู้มาใช้สิทธิจะเพิ่มมากขึ้นแน่นอน เพราะทราบแล้วว่าตัวแทนที่มานั่งในบอร์ด สามารถปกป้องสิทธิประโยชน์ให้ได้ ทำให้เงินสมทบได้รับการปกป้องมากมายขนาดไหน ทั้งนี้ สุดท้าย สปส. ยอมรับว่าเป็นผู้ริเริ่มแก้ไขกติกาเอง
ส่วนประเด็นที่สอง การทำงานของ สปส. เองที่ไม่ได้ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะเลย แม้กระทั่งผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างบอร์ดประกันสังคมก็ยังไม่เคยเห็นเอกสารบันทึกการประชุมของคณะอนุกรรมการปรับปรุงแก้ไขระเบียบกระทรวงแรงงานว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนเป็นกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม พ.ศ. 2564 ที่หารือกันเรื่องการแก้ไขเปลี่ยนแปลงกติกาเลยสักครั้ง แม้แต่คณะกรรมาธิการฯ ที่มีอำนาจตามกฎหมายที่ได้ขอเอกสารไป ทาง สปส. ก็ยังปฏิเสธ บอกว่าจะเปิดเผยได้หลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการเท่านั้น ทั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าเป็นการทำงานแบบปิด ไม่เปิดเผย ไม่เห็นความสำคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชน อย่างที่ตัวแทนของ สปส. พยายามเน้นย้ำ ว่า สปส. เห็นความสำคัญตรงนี้ แต่หากประเมิน จากการทำงานที่ผ่านมาที่ไม่มีการเปิดเผยข้อมูล รวมถึงคณะอนุกรรมการไอทีของสำนักงานประกันสังคม ที่แต่ละปีมีการใช้งบประมาณจำนวนมาก หลายร้อยถึงหลายพันล้านบาท ที่ผ่านมาก็ไม่เคยเปิดเผยข้อมูลตรงนี้ ซึ่งตนก็เคยอภิปรายในที่ประชุมวุฒิสภามาแล้ว
และประเด็นสุดท้าย คือ การทำประชาพิจารณ์เมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เป็นระยะเวลา 1 เดือน (ตั้งแต่ 15 ม.ค.-14 ก.พ. 69) มีตัวเลขรับฟังความคิดเห็น 1.2 ล้านครั้ง 5 แสนครั้ง ถูกรับฟังที่หน่วยงานของ สปส. พื้นที่ทั่วประเทศ อีก 7 แสนครั้ง ผ่านทางออนไลน์ ซึ่งถูกตั้งข้อสงสัยว่า 5 แสนครั้ง มีข้อร้องเรียนว่า ทางเจ้าหน้าที่ สปส. ในพื้นที่โน้มน้าวให้ผู้ประกันตนเห็นด้วยกับกติกาใหม่ ซึ่งอาจดูว่าเป็นการทำงานที่ไม่เที่ยงธรรมหรือไม่ แต่ สปส. ก็ชี้แจงว่าทำงานอย่างตรงไปตรงมา ส่วน 7 แสนครั้งทางออนไลน์ มีข้อสังเกต 2 เรื่อง คือ การเข้าไปทำประชาพิจารณ์ออนไลน์ ที่ไม่จำเป็นต้องยืนยันตัวตน 1 คนสามารถเข้าไปทำได้หลายครั้ง และในช่วง 3 วันสุดท้าย มีการเข้าไปแสดงความคิดเห็นมากผิดปกติ จากเกือบ 1 เดือน มีผู้แสดงความคิดเห็นประมาณ 2-3 แสนครั้ง แต่ช่วง 3 วันสุดท้าย เกือบ 4 แสนครั้ง โดยตั้งข้อสังเกตว่าเป็นบอต (ซอฟต์แวร์อัตโนมัติที่ทำงานซ้ำๆ ผ่านเครือข่าย) หรือไม่ โดยทางตัวแทนของสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) (สพร.) หรือ Digital Government Development Agency: DGA ที่เข้าประชุมด้วย ยืนยันว่า โดยกลไกของระบบปรพชาพิจารณ์สามารถป้องกันบอตได้ แต่ก็ยังอยู่ในความสงสัยของผู้ประกันตนทั้งประเทศอยู่ดี
นายนรเศรษฐ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า โดยสรุป สปส. ยอมรับว่าเป็นผู้ผลักดันการแก้ไขกติกาเอง ขณะที่คณะกรรมาธิการฯ ย้ำไปอีกครั้งว่าเป็นไปได้หรือไม่ หาก สปส. จะเปิดเผยเอกสารการประชุมที่เกี่ยวข้องกับการแก้กติกา เพื่อให้คณะกรรมาธิการฯ ได้นำมาศึกษา ทาง สปส. แจงว่าอยู่ที่อำนาจการตัดสินใจของบอร์ด ส่วนเรื่องสุดท้ายการเปิดเผยผลการทำประชาพิจารณ์ ตนเชื่อว่าผู้ประกันตนนับสิบล้านทั่วประเทศ กำลังรอผลอยู่ ซึ่ง สปส. บอกว่าจะเปิดเผยหลังจากทำการวิเคราะห์ข้อมูลเสร็จเรียบร้อยแล้ว ซึ่งหลักการทำงานแบบนี้ ตนตั้งข้อสังเกตในที่ประชุมไปว่าอาจเป็นหลักการที่ประชาชนไม่สามารถรับได้ เพราะเป็นการไม่เปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการรับรู้ ซึ่งผลการทำประชาพิจารณ์ DGA บอกว่าใช้เวลาหลักชั่วโมงก็สามารถสรุปผลและเปิดเผยออกมาได้ แต่หากนำไปผ่านการวิเคราะห์และนำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานก่อน จะเป็นการเปิดเผยข้อมูลหลังจากการตัดสินใจเกิดขึ้นแล้ว ซึ่งก็จะไม่มีเกิดประโยชน์ ทั้งนี้ สปส. รับปากว่าในสัปดาห์นี้จะทำหนังสือไปยัง DGA ให้เปิดข้อมูลในเรื่องของจำนวนผู้เห็นชอบและไม่เห็นชอบ และเหตุผลต่าง ๆ จึงจะสามารถนำมาวิเคราะห์และเปรียบเทียบย้อนกลับกับการวิเคราะห์ของ สปส. ได้ว่า หากวิเคราะห์ออกมา สุดท้ายจะมีความจะเป็นไปในแนวทางเดียวกันหรือขัดแย้งกับข้อมูลดิบหรือไม่ อย่างไร
ส่วนหากผลประชาพิจารณ์ออกมา มีเสียงไม่เห็นด้วยเกินครึ่ง สุดท้ายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานก็เป็นผู้ตัดสินอยู่ดี นายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า มันมีความซับซ้อน เพราะผลประชาพิจารณ์ไม่มีความผูกพันทางกฎหมาย แต่สิ่งหนึ่งที่ สปส. พูดในที่ประชุม คือ จะไม่พิจารณาแต่จำนวนผู้เห็นด้วยไม่เห็นด้วยอย่างเดียว แต่จะพิจารณาเหตุผลประกอบด้วย หมายความว่าแม้จะมีผู้ไม่เห็นด้วยกับกติกาใหม่มากกว่าผู้เห็นด้วย แต่หากเหตุผลประกอบของผู้ที่เห็นด้วยมีน้ำหนักมากกว่า ก็อาจตัดสินใจแก้กติกาได้ ก็ต้องติดตามผลการวิเคราะห์ โดยตนคิดว่าน้ำหนักสำคัญยู่ที่รายงานผลการวิเคราะห์ต่อประชาพิจารณ์ว่าหากจะดินหน้า สปส. มีเหตุผลอะไร ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่อยากให้เปิดเผยข้อมูลดิบมาก่อน โดยหากได้เห็นข้อมูลหลังการตัดสินใจที่มีขึ้นแล้ว ข้อมูลที่ได้อาจจะไม่มีประโยชน์
ด้านนายสุนทร พฤกษพิพัฒน์ กรรมาธิการฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า บอร์ดประกันสังคม มีมานาน 35 ปี โดย 33 ปีแรก มีแต่บอร์ดที่ถูกแต่งตั้ง โดยผลตอบแทน กองทุนฯ เฉลี่ย 1-2% ต่อปี แต่หลังจากมีการเลือกตั้งบอร์ด ผลตอบแทนเพิ่มเป็น 4-5% ทำให้กองทุนฯ ดำเนินการได้ดี นอกจากผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้น ยังรวมไปถึงผู้ประกันตนสามารถรับรู้เรื่องของการบริหารจัดการภายในองค์กร การลงทุนต่าง ๆ ได้อีกด้วย จึงอยากให้ สปส. ดำเนินการให้มีการเลือกตั้งบอร์ดต่อไปเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีสำหรับผู้ประกันตน
ทัดดาว ทองอิ่ม ข่าว / เรียบเรียง