นายรังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(สส.)แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวาระพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญ โดยระบุว่า การอภิปรายครั้งนี้ต้องพิจารณาที่คุณสมบัติ ของผู้ถูกเสนอชื่อเป็นสำคัญ ทั้งนี้ พรรคประชาชนยืนยันว่าการพิจารณาความเหมาะสมต้องนำพฤติกรรมในอดีตมาประกอบ เพื่อประเมินว่าบุคคลดังกล่าวมีความเหมาะสมดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือไม่
นายรังสิมันต์ ระบุต่อว่า วิกฤตสำคัญของประเทศในขณะนี้ คือปัญหาน้ำมัน ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาการทุจริตเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึกมาอย่างยาวนาน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าวิกฤตดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้การบริหารราชการของใคร และเกี่ยวข้องกับผู้ถูกเสนอชื่อหรือไม่ โดยตั้งข้อกังขาในประเด็นความซื่อสัตย์สุจริตของนายอนุทิน ชาญวีรกูล พร้อมระบุว่า หากพิจารณาจากสถานการณ์ที่ผ่านมา อาจสะท้อนถึงการขาดคุณสมบัติด้านความซื่อสัตย์สุจริตตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 160 กำหนด นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงการเลือกตั้งที่ผ่านมา โดยตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการเลือกตั้งที่ สกปรกที่สุด พร้อมระบุว่ามีทั้งปัญหาการซื้อเสียงและข้อกังขาเรื่องความไม่โปร่งใส รวมถึงกรณีการโยกย้ายข้าราชการระดับผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอจำนวนมากก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการใช้อำนาจ พร้อมกันนี้ ยังหยิบยกประเด็นการฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา(สว.) ว่าเป็นปัจจัยที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบการเมือง แม้ผู้ถูกกล่าวหาจะปฏิเสธความเกี่ยวข้องและให้เป็นไปตามกระบวนการตรวจสอบ อย่างไรก็ตาม นายรังสิมันต์ ย้ำว่า หากบุคคลที่ถูกตั้งคำถามเรื่องคุณสมบัติยังสามารถดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ อาจส่งผลกระทบต่อมาตรฐานของกฎหมายและระบบการเมืองของประเทศในระยะยาว ทั้งนี้ ในระหว่างการอภิปราย มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากหลายพรรคลุกขึ้นประท้วงเป็นระยะ อาทิ นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย นายพีรพล กนกวลัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ และนาสนอง เทพอักษรณรงค์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ทำให้บรรยากาศการประชุมเป็นไปอย่างเข้มข้น
ขณะที่ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายชี้แจงว่า พรรคเพื่อไทยยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตย และกระบวนการรัฐสภา โดยเน้นย้ำว่าการอภิปรายควรอยู่ในกรอบ ไม่ใส่ร้ายหรือพาดพิงจนเกิดความเสียหาย แม้จะไม่ได้อภิปรายเจาะลึกคุณสมบัติของผู้ถูกเสนอชื่อ แต่กระบวนการที่บุคคลทั้งสองเข้าสู่การพิจารณาในสภาสะท้อนว่าผ่านการคัดกรองตามรัฐธรรมนูญแล้ว หากมีข้อสงสัยยังสามารถใช้กลไกสภาตรวจสอบได้ เช่น การตั้งกระทู้ หรืออภิปรายไม่ไว้วางใจซึ่งเป็นการตรวจสอบเข้มข้น พร้อมกันนี้ ยืนยันว่า พรรคเพื่อไทยมีมติเอกฉันท์สนับสนุน นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี โดยเป็นเอกสิทธิ์ของสมาชิกในการตัดสินใจ ทั้งนี้ พรรคภูมิใจไทยได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชน 191 เสียง สะท้อนความไว้วางใจ และเป็นเหตุผลที่พรรคเพื่อไทยยอมรับและร่วมจัดตั้งรัฐบาล พร้อมขอบคุณพรรคภูมิใจไทยที่เปิดโอกาสให้ร่วมบริหารประเทศ นอกจากนี้ ยังชี้ว่า รัฐบาลรักษาการมีข้อจำกัดในการแก้ปัญหา จึงจำเป็นต้องเร่งจัดตั้งรัฐบาลใหม่ เพื่อให้มีอำนาจเต็มในการแก้ไขวิกฤตประเทศ โดยเฉพาะปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ย้ำทิ้งท้ายว่า พรรคเพื่อไทยยืนยันจะผลักดันนโยบายไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม และเดินหน้าแก้ไขปัญหาประเทศทั้งในฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติต่อไป
อรพรรณ ขันทองคำ ข่าว/เรียบเรียง