30 มี.ค. 69 – ที่ประชุมวุฒิสภา เห็นชอบรายงานการศึกษามาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย ชี้มีศักยภาพเป็นซอฟต์พาวเวอร์ แต่ยังติดข้อจำกัดด้านทุน กฎหมาย และโครงสร้างรัฐ เสนอปฏิรูปทั้งระบบ ทั้งการพัฒนาบุคลากร คุ้มครองแรงงาน และตั้งหน่วยงานกลางเพื่อยกระดับการแข่งขันในเวทีโลก

image

     การประชุมวุฒิสภาที่มี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง เป็นประธานการประชุม พิจารณารายงาน เรื่องมาตรการในการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา พิจารณาเสร็จแล้ว และมีมติเห็นชอบทั้งรายงานและข้อเสนอแนะ โดยมี นางเอมอร ศรีกงพาน ประธานคณะกรรมาธิการ ชี้แจงว่าได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมธิการ ด้านศิลปะสร้างสรรค์ ดำเนินการศึกษารวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ปัญหาเชิงลึกทั้งด้านกฎหมาย นโยบาย และการบริหารจัดการ เพื่อกำหนดแนวทางพัฒนาอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยอย่างเป็นระบบและมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน และจากรายงานนี้ชี้ว่า อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยมีจุดแข็งจากความคิดสร้างสรรค์และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ซึ่งสามารถต่อยอดเป็นซอฟต์พาวเวอร์ได้ แต่ยังเผชิญความท้าทายจากข้อจำกัดด้านเงินทุน การแข่งขันจากต่างประเทศ และการเปลี่ยนผ่านสู่แพลตฟอร์มสตรีมมิง โดยเฉพาะหลังสถานการณ์โควิด-19 ที่ทำให้พฤติกรรมผู้ชมเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ
     รายงานเรื่องมาตรการในการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย ของคณะกรรมาธิการยังพบถึงปัญหาเกี่ยวกับการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนต์ไทยในด้านบุคลากร ว่าแรงงานในอุตสาหกรรมจำนวนมาก โดยเฉพาะแรงงานอิสระ ยังขาดความมั่นคงในรายได้ และไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานอย่างเพียงพอ จึงเสนอให้พัฒนาทักษะบุคลากรให้สอดรับเทคโนโลยีใหม่ ควบคู่การยกระดับมาตรฐานการจ้างงาน ทั้งชั่วโมงทำงาน การพักผ่อน และความปลอดภัยในกองถ่าย รวมถึงส่งเสริมสิทธิรายได้จากการเผยแพร่ซ้ำในทุกแพลตฟอร์ม ด้านโครงสร้างองค์กร พบว่าการทำงานของหน่วยงานภาครัฐยังขาดเอกภาพ จึงเสนอให้จัดตั้งหน่วยงานกลางด้านภาพยนตร์ เพื่อกำหนดนโยบาย บูรณาการการทำงาน และสนับสนุนงบประมาณอย่างต่อเนื่อง พร้อมส่งเสริมการวิจัย การศึกษา และการพัฒนาบุคลากร ขณะเดียวกัน ยังเสนอให้สนับสนุนโรงภาพยนตร์ขนาดเล็ก หรือ Micro Cinema และพื้นที่ฉายทางเลือก เพื่อเพิ่มโอกาสให้ภาพยนตร์นอกกระแสเข้าถึงผู้ชม รวมถึงผลักดันกิจกรรม Film Market และการเข้าร่วมเทศกาลภาพยนตร์ในต่างประเทศ เพื่อขยายตลาดในระดับนานาชาติ
     ส่วนด้านกฎหมาย เห็นว่าพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ยังไม่สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน ทั้งในประเด็นการกำกับเนื้อหา การดูแลแพลตฟอร์ม OTT และการคุ้มครองลิขสิทธิ์ จึงเสนอให้เร่งปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย พร้อมกำหนดระบบรายงานรายได้จากการฉายภาพยนตร์อย่างโปร่งใส เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลเชิงนโยบาย ทั้งนี้ รายงานยังเสนอให้รัฐใช้ภาพยนตร์เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์ โดยบูรณาการเนื้อหาที่สะท้อนอัตลักษณ์ไทย ทั้งด้านวัฒนธรรม อาหาร การท่องเที่ยว และศิลปะการแสดง ควบคู่กับการกระจายโอกาสการผลิตสู่ภูมิภาค เพื่อสร้างรายได้และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน


อัญชิสา ก่อกิจฤกษ์ชัย ข่าว/เรียบเรียง
 

ประมวลผลภาพ

วิดีโอ