นางจุฑารัตน์ นิลเปรม ประธานคณะอนุกรรมาธิการติดตามการดำเนินการตามพันธกรณีระหว่างประเทศ การพัฒนาที่ยั่งยืน ของสหประชาชาติ และความตกลงทางด้านการค้า การเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ในคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา เป็นประธานการประชุมวาระการติดตามการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG 4) ด้านการศึกษาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.)
โดยกระทรวงศึกษาธิการ ได้ดำเนินการผลักดันนโยบาย Learn to Earn เพื่อพัฒนาทักษะอาชีพ สร้างรายได้ระหว่างเรียน และโครงการ Zero Dropout เพื่อช่วยเหลือเด็กที่ออกจากระบบการศึกษา อย่างไรก็ตามยังพบปัญหาด้านระบบพัสดุและการจัดซื้อจัดจ้างที่ทำให้โครงการด้านเทคโนโลยีล่าช้า รวมถึงค่านิยมของเด็กยุคใหม่ที่ต้องการออกจากระบบการศึกษาเพื่อไปทำงานออนไลน์ ขณะที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ทำหน้าที่ดูแลระบบฐานข้อมูลและตัวชี้วัด โดยมีการใช้ตัวชี้วัดทดแทน (Proxy Indicator) ในกรณีที่เก็บข้อมูลตามบริบทสากลไม่ได้ สถานะเป้าหมาย SDG 4 ของไทยมีการเติบโตในระดับที่ดีมาก (สีเขียว) ถึง 29 ตัวชี้วัด แต่มีความย้อนแย้งกับผลประเมิน PISA ของไทยที่ตกต่ำที่สุดในรอบ 20 ปี และยังมีปัญหาความล่าช้าของข้อมูลประมาณ 1-2 ปี ส่วนกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ชี้ให้เห็นถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำ 3 มิติ ได้แก่ ด้านโอกาส เด็กหลุดจากระบบในช่วงประถมศึกษาปีที่ 6 และ มัธยมศึกษาปีที่ 3 ทำให้ปีเฉลี่ยการศึกษาหยุดนิ่งที่ 9 ปี ด้านคุณภาพ เด็กชนบทมีพัฒนาการตามหลังเด็กในเมืองถึง 2 ปี และด้านงบประมาณ การใช้สูตรจัดสรรแบบรายหัวทำให้โรงเรียนขนาดเล็กเสียเปรียบอย่างมาก
สำหรับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ส่งเสริมการเข้าถึงการศึกษาผ่านโครงการ Non-degree, ธนาคารหน่วยกิตดิจิทัล แพลตฟอร์มเรียนออนไลน์ฟรี (Thai MOOC) และผลักดัน Higher Education Sandbox เพื่อผลิตบัณฑิตให้พร้อมทำงานทันที และสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) มีการปฏิรูประบบประเมินวิทยฐานะ โดยเปลี่ยนจากการทำเอกสารวิชาการไปสู่การส่งแฟ้มคลิปวิดีโอ (Active Learning) ซึ่งช่วยประหยัดงบประมาณของรัฐได้กว่า 500 ล้านบาท และเพิ่มโอกาสให้ครูสามารถเลือกลงบรรจุในพื้นที่ทุรกันดารได้โดยตรงผ่านระบบปิด
คณะอนุกรรมาธิการฯ มีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย โดยเห็นว่าการบูรณาการงบประมาณและการแก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก กระทรวงศึกษาธิการได้รับงบประมาณที่สูง แต่ปัญหาอยู่ที่การจัดสรรงบประมาณตามรายหัวที่ไม่สะท้อนภาระงานจริง ทำให้โรงเรียนขนาดเล็กเสียเปรียบและขาดแคลนทรัพยากร จึงเสนอให้ปรับสูตรจัดสรรงบประมาณ และพิจารณาแนวทางควบรวมโรงเรียนให้เป็นศูนย์กลางทางการศึกษา โดยจัดสรรงบประมาณไปใช้ในการสร้างหอพักนักเรียน หรือการจัดทำรถโรงเรียนที่ได้มาตรฐาน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการศึกษาและแก้ปัญหาขาดแคลนครูในโรงเรียนขนาดเล็ก ขณะที่การกำหนดตัวชี้วัด (Indicators) ที่สะท้อนความเป็นจริง เห็นว่า สถานะ SDG 4 ที่ประเมินออกมาเป็นผลบวก (สีเขียว) เนื่องจากย้อนแย้งกับความเป็นจริงที่คะแนน PISA ของเด็กไทยต่ำลง จึงเสนอว่า ควรมีการกำหนดตัวชี้วัดทดแทน (Proxy Indicator) ที่เปรียบเทียบคุณภาพและงบประมาณกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม เพื่อให้สะท้อนปัญหาที่แท้จริงและใช้เป็นแนวทางแก้ไขได้อย่างตรงจุด ส่วนภาระค่าใช้จ่ายแฝงทางการศึกษา แม้รัฐบาลจะมีงบประมาณด้านการศึกษาจำนวนมากแต่พบว่าผู้ปกครองยังคงต้องแบกรับค่าใช้จ่ายแฝง เช่น ค่าเรียนพิเศษ ค่าเดินทาง หรือค่ากิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งหากรวมเม็ดเงินเหล่านี้งบประมาณด้านการศึกษาของประเทศ อาจสูงเกิน 5 แสนล้านบาท รัฐจึงควรมีมาตรการดูแลเพื่อไม่ให้ภาระไปตกอยู่กับผู้ปกครอง สุดท้าย คือ เรื่องการผลักดันนโยบาย Learn to Earn อย่างเป็นรูปธรรม ควรเน้นย้ำและติดตามการดำเนินการตามนโยบายนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผู้เรียนจบออกมาแล้วมีทักษะอาชีพและมีงานทำรองรับจริง ซึ่งจะเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้เยาวชนอยากเรียนหนังสือและไม่หลุดออกจากระบบการศึกษา
ทัดดาว ทองอิ่ม ข่าว / เรียบเรียง
สำนักประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ข้อมูล / ภาพ