ที่ประชุมวุฒิสภา เห็นชอบรายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง การสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันในพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย (E – Commerce) ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การต่างประเทศพิจารณาเสร็จแล้วพร้อมทั้งเห็นด้วยกับข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการและมีมติให้ส่งไปยังคณะรัฐมนตรี เพื่อดำเนินการต่อไป
สำหรับการพิจารณารายงานดังกล่าว ที่ประชุมได้เปิดโอกาสให้สมาชิกวุฒิสภา อภิปรายเสนอความเห็นกันอย่างกว้างขวาง อาทิ นายพละวัต ตันศิริ ได้เน้นย้ำว่า ปัจจุบันหลายประเทศใช้ E – Commerce เป็นเครื่องมือบุกทะลวงเศรษฐกิจชาติอื่น ผู้ควบคุมแพลตฟอร์มย่อมควบคุมระบบเศรษฐกิจได้ จึงเสนอแนวทางแก้ไข ได้แก่ การ ให้แพลตฟอร์มร่วมรับผิดชอบสินค้าไม่ได้มาตรฐาน เช่นเดียวกับห้างสรรพสินค้า เพื่อสร้างความเท่าเทียมด้านต้นทุนกับผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าถูกต้องตามกฎหมาย และปรับปรุงพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า เพื่อเพิ่มอำนาจให้คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้ากำกับดูแลการแข่งขันที่เหลื่อมล้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพจริงจัง รวมทั้งพิจารณาเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มบนแพลตฟอร์ม E – Commerce ในอัตราพิเศษร้อยละ 10-15 เนื่องจากสินค้าเหล่านี้สร้างมูลค่าเพิ่มให้ระบบเศรษฐกิจไทยน้อยมาก เมื่อเทียบกับการซื้อขายผ่านผู้ประกอบการไทยที่ทำให้เงินหมุนเวียนในระบบได้หลายรอบมากกว่า นอกจากนี้ยังเสนอว่ารัฐควรสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่เน้นความโปร่งใส โดยบูรณาการกฎหมายเรื่องการส่งข้อมูลและบังคับใช้ช่องทางการชำระเงินที่ชัดเจน เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ตั้งแต่การนำเข้าสินค้า การเสียภาษี ไปจนถึงการจ่ายเงินจริงบนระบบ
ขณะที่ นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย ได้เสนอความเห็นต่อรายงานดังกล่าวว่า การสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันควรมองให้ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งรวมถึงสิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม และสิทธิแรงงาน ตามมาตรฐานสากล โดยเสนอให้กระทรวงแรงงานออกกฎกระทรวงนิยามสถานะผู้ขับขี่ส่งสินค้าหรือไรเดอร์ให้เป็นแรงงาน เพื่อให้ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานและสิทธิสวัสดิการอย่างเหมาะสม และขอให้รัฐบาลศึกษาแนวทางจากต่างประเทศเพื่อสร้างความโปร่งใสของอัลกอริทึมและสร้างอำนาจต่อรองระหว่างผู้ขายกับแพลตฟอร์มออนไลน์ รวมทั้งสนับสนุนข้อเสนอให้แพลตฟอร์มรับผิดชอบต่อสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานและการศึกษาการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราพิเศษ เพื่อปกป้องสิทธิของผู้บริโภค แรงงาน และผู้ประกอบการไทย
ทั้งนี้ ผลการศึกษารายงานการสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันในพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย ของ กมธ.การต่างประเทศ วุฒิสภา พบว่า แม้ตลาดพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของไทยมีมูลค่า 1.1 ล้านล้านบาท แต่ตกอยู่ในมือแพลตฟอร์มต่างชาติทั้งหมด ได้แก่ Shopee, Lazada และ TikTok Shop ส่งผลให้ขาดดุลการค้าสูงถึง 448,949 ล้านบาท ในระยะเวลาเพียง 2 เดือนแรกของปี 2569 ผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญความเหลื่อมล้ำในการแข่งขันอย่างรุนแรง กมธ.จึงเสนอแนวทางแก้ไขผ่านยุทธศาสตร์ 3 ป. ได้แก่ ป.ปราบ คือ การปราบปรามการหลีกเลี่ยงภาษี และ ป.ปลด คือ การปลดล็อกกฎหมายที่ล้าสมัย รวมทั้ง ป.ปั้น คือ การสร้างโครงสร้างพื้นฐานตลาดกลางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ เพื่อคืนความเป็นธรรมให้ผู้ประกอบการและประชาชนไทย
อรุณี ตันศักดิ์ดา ข่าว/เรียบเรียง