นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งกระทู้ถามสดด้วยวาจาต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาจากวิกฤตพลังงานและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน พ.ศ. .... วงเงิน 400,000 ล้านบาท ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันนี้ (7 พ.ค.69) โดยตั้งคำถามถึงแผนการใช้เงินซึ่งแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนละ 200,000 ล้านบาท ได้แก่ แผนที่ 1 วงเงิน 200,000 ล้านบาท สำหรับการเยียวยา เป็นโครงการคนละครึ่งพลัส (รัฐจ่าย 60 % และประชาชนจ่าย 40%) สำหรับ 30 ล้านคน และเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มองว่าเป็นการแจกเงินแบบไม่มุ่งเป้า (Targeted) เนื่องจากครอบคลุมคนจำนวนมากและเป็นการลงทะเบียนแบบใครมาก่อนได้ก่อน ทำให้คนเดือดร้อนจริงอาจไม่ได้รับสิทธิ์ อีกทั้งยังเป็นการใช้เงินเกือบทั้งหมดภายใน 4 เดือนแรก หากสงครามยืดเยื้อรัฐบาลจะไม่เหลือเงินไว้ช่วยประชาชนอีก รวมถึงแผนที่ 2 วงเงิน 200,000 ล้านบาท สำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ตั้งคำถามถึงความเร่งด่วนว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 172 หรือไม่ เนื่องจากมองว่าเป็นการใส่โครงการที่ยังไม่มีรายละเอียดชัดเจนและสามารถรอใช้งบประมาณปกติปี 2570 ได้ พร้อมเตือนว่าหากมีการร้องศาลรัฐธรรมนูญในภายหลัง รัฐบาลไม่ควรนำความเดือดร้อนของประชาชนมาเป็นตัวประกัน
ด้าน นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้เป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทน กล่าวชี้แจงเหตุผลว่ารัฐบาลมีความจำเป็นต้องกู้เงิน เนื่องจากปัจจุบันงบกลางสำรองฉุกเฉินเหลือเพียงประมาณ 20,000 ล้านบาท และการโอนงบประมาณทำได้เพียง 2,000-3,000 ล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอต่อการเยียวยาประชาชนจากวิกฤตสงครามตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อราคาน้ำมันและค่าครองชีพ รัฐบาลประเมินว่าสถานการณ์สงครามจะยืดเยื้อถึงกลางปีหรือสิ้นปี จึงจำเป็นต้องอัดฉีดเงิน 172,800 ล้านบาทในช่วง 4 เดือนนี้เพื่อป้องกันสภาวะข้าวยากหมากแพง และภาวะเศรษฐกิจถดถอยแต่เงินเฟ้อสูง (Stagflation) โดยยืนยันว่ากลุ่มเป้าหมายรวมกว่า 43.2 ล้านคน ครอบคลุมประชาชน 70-80% ของประเทศ ส่วนเงินอีก 200,000 ล้านบาทสำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน รัฐบาลมองว่ามีความเร่งด่วนเพื่อลดการพึ่งพาฟอสซิลและลดค่าไฟในระยะยาว โดยที่ไม่สามารถบรรจุในงบปี 2570 ได้ทันเนื่องจากสำนักงบประมาณปิดรับคำขอไปแล้ว พร้อมรัฐบาลยืนยันว่าการกู้เงินครั้งนี้จะไม่ทำให้หนี้สาธารณะเกินเพดาน 70% ภายใน 3-4 ปีข้างหน้า โดยคาดว่าดอกเบี้ยเงินกู้จะอยู่ที่ประมาณ 1.3% เท่านั้น และจะมีการตั้งงบประมาณชำระคืนหนี้ตามปกติในแต่ละปี
คณรัตน์ ยินดีมิตร / ข่าว / เรียบเรียง