นายศุภโชค ศาลากิจ ประธานอนุกรรมาธิการ (กมธ.) ติดตามการบริหารงบประมาณ วุฒิสภา กล่าวถึงกรณีรัฐบาลอนุมัติพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ (ร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน) วงเงินกว่า 4 แสนล้านบาท ในขณะที่ฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกตถึงความจำเป็นในการกู้เงินจำนวนมาก ว่าในฐานะผู้ทำหน้าที่ติดตามและตรวจสอบการใช้งบประมาณ เห็นว่าปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญสถานการณ์ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” จากภาวะค่าครองชีพและต้นทุนด้านพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมและความเป็นอยู่ของประชาชน
นายศุภโชค กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ในช่วงกลางปีงบประมาณ 2569 โดยงบประมาณจำนวนมากได้ถูกจัดสรรและเบิกจ่ายไปก่อนหน้าแล้ว ขณะที่งบประมาณปี 2570 ยังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณา จึงมองว่ารัฐบาลน่าจะได้พิจารณาอย่างรอบคอบในการออก พ.ร.ก.กู้เงินดังกล่าว เพื่อใช้บรรเทาปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้องของประชาชน รวมถึงช่วยเหลือภาคเกษตรและผู้ประกอบการเอสเอ็มอี พร้อมกันนี้ ระบุว่า หากพิจารณาในภาพรวม กรอบหนี้สาธารณะจากการกู้เงินครั้งนี้ยังไม่เกิน 70% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) และยอมรับว่าปัญหาต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่อประชาชนในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะภาคเกษตรที่เผชิญภาวะต้นทุนสูง แต่ราคาสินค้าเกษตรยังอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งอาจกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้างหากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงที
นายศุภโชค กล่าวด้วยว่า เงินกู้ส่วนหนึ่งจะถูกนำไปใช้เพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน และอีกส่วนจะใช้ในการลงทุนด้านพลังงานทดแทนระยะยาว เพื่อรองรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความตามมาตรา 172 นายศุภโชค เห็นว่า เป็นบทบาทตามกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลของฝ่ายค้าน ขณะที่รัฐบาลและคณะรัฐมนตรีก็น่าจะมีแนวทางดำเนินการตามกรอบรัฐธรรมนูญอยู่แล้วเช่นกัน
อัญชิสา ก่อกิจฤกษ์ชัย ข่าว/เรียบเรียง