นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. ตั้งกระทู้ถามเรื่องนโยบายการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยระบุว่า การออกเสียงประชามติที่ผ่านมา มีประชาชนกว่า 21.6 ล้านเสียง เห็นชอบกับคำถามที่หนึ่งให้ประเทศไทยจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งสะท้อนความต้องการของประชาชนที่อยากเห็นประเทศหลุดพ้นจากความขัดแย้ง และมีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่หลังการเลือกตั้งจนถึงปัจจุบัน ยังไม่ปรากฏความชัดเจนจากรัฐบาลเกี่ยวกับแนวทางการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทั้งในด้านกรอบเวลา โรดแมป หรือระดับความสำคัญของนโยบายดังกล่าว แม้เรื่องนี้จะเป็นเจตจำนงที่ประชาชนแสดงออกผ่านการทำประชามติอย่างชัดเจนแล้วก็ตาม
นายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า แม้พรรคของนายกรัฐมนตรีอาจไม่ได้ใช้ประเด็นรัฐธรรมนูญเป็นนโยบายหลักในการหาเสียง แต่เมื่อประชาชนทั้งประเทศแสดงเจตจำนงผ่านประชามติ รัฐบาลย่อมมีหน้าที่ต้องผลักดันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมย้ำว่า การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและการพัฒนาระบบการเมืองให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นสามารถดำเนินควบคู่กันได้ เนื่องจากปัญหาความเหลื่อมล้ำและความไร้เสถียรภาพทางเศรษฐกิจส่วนหนึ่งมีรากฐานมาจากโครงสร้างทางการเมืองและรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ทั้งนี้ ได้สอบถามถึงกรอบเวลาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพื่อเพิ่มหมวด 15/1 ว่ารัฐบาลจะเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่รัฐสภาเมื่อใด จะมีการตั้งคณะกรรมาธิการพิจารณาในช่วงเวลาใด และประชาชนจะสามารถคาดหวังการจัดประชามติคำถามที่สองได้เมื่อใด
ด้านนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้แทนนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า ในสภาชุดที่ผ่านมา ทั้งตนและผู้ตั้งกระทู้ต่างเคยร่วมเป็นกรรมาธิการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยรัฐบาลในขณะนั้นได้ให้คำมั่นต่อประชาชนว่าจะดำเนินการจัดประชามติ และผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเพิ่มหมวด 15/1 สำหรับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
นายภราดร กล่าวว่า รัฐบาลได้เร่งดำเนินการจัดทำประชามติครั้งแรกจนแล้วเสร็จ ซึ่งนำมาสู่ผลการลงคะแนนของประชาชนกว่า 21.6 ล้านเสียงที่เห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ในส่วนของการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเพิ่มหมวด 15/1 นั้น เป็นอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติและรัฐสภาโดยตรง ไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของฝ่ายบริหารเพียงฝ่ายเดียว พร้อมระบุว่า ในชั้นกรรมาธิการแม้จะมีความเห็นแตกต่างกันหลายประเด็น แต่ท้ายที่สุดก็สามารถผลักดันร่างเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาในวาระที่สองได้ อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อถกเถียงสำคัญเกี่ยวกับเงื่อนไขการให้วุฒิสภาเห็นชอบไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 เพื่อให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญสามารถผ่านไปสู่ขั้นตอนการทำประชามติครั้งที่สามได้
นายภราดร กล่าวเพิ่มเติมว่า พรรคภูมิใจไทยในฐานะพรรคแกนนำรัฐบาล มีจุดยืนสนับสนุนการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญตามเจตนารมณ์ของประชาชน และเคยสนับสนุนแนวทางให้สามารถจัดประชามติครั้งที่หนึ่งและครั้งที่สองพร้อมกันได้ ตามแนวทางที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไว้ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลในขณะนั้นเลือกแยกการทำประชามติครั้งแรกออกมาก่อน เพื่อป้องกันความเสี่ยงหรืออุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นในกระบวนการพิจารณาของรัฐสภา สำหรับความคืบหน้าล่าสุด นายภราดร ระบุว่า พรรคภูมิใจไทยจะมีการประชุมพรรคในวันที่ 19 พฤษภาคม และหากไม่มีอุปสรรค คาดว่าจะมีมติเห็นชอบให้ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเพิ่มหมวด 15/1 โดยจะรวบรวมรายชื่อสมาชิกรัฐสภาตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ เพื่อเสนอเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาต่อไป อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไม่สามารถกำหนดกรอบเวลาการพิจารณาของรัฐสภาได้ เนื่องจากขึ้นอยู่กับกระบวนการพิจารณาของฝ่ายนิติบัญญัติ ทั้งในส่วนของการลงมติและการตั้งคณะกรรมาธิการ แต่ยืนยันว่า รัฐบาลจะดำเนินการทุกขั้นตอนที่อยู่ในอำนาจหน้าที่อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะการจัดทำประชามติในแต่ละขั้นตอนให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด เพื่อให้กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เดินหน้าต่อไปตามเจตนารมณ์ของประชาชน
อัญชิสา ก่อกิจฤกษ์ชัย ข่าว/เรียบเรียง