นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา พร้อมด้วย ร้อยตำรวจเอก ฉลอง ทองนะ รองประธานกมธ. และผู้ช่วยศาสตราจารย์นิฟาริด ระเด่นอาหมัด กมธ. ร่วมกันแถลงข่าวถึงสถานการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยนายไชยยงค์ กล่าวว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดเหตุความรุนแรงหลายพื้นที่ ทั้งการเผาปั๊มน้ำมันในจังหวัดยะลาและจังหวัดปัตตานี การวางระเบิดน้ำหนัก 70 กิโลกรัม ในพื้นที่อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ส่งผลให้นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียได้รับบาดเจ็บสาหัส 2 คน รวมถึงเหตุเผาโรงไฟฟ้าชีวมวลในอำเภอหนองจิก เผาโครงการไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในอำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี และการปล้นพร้อมเผารถบรรทุกสินค้าบนเส้นทางยะลา-เบตง ส่งผลกระทบต่อเส้นทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของประชาชนอย่างมาก
นายไชยยงค์ กล่าวว่า ปัจจุบันกลุ่มผู้ก่อเหตุไม่ได้มุ่งเป้าเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐเหมือนในอดีต แต่หันมาทำลายเศรษฐกิจและการลงทุนในพื้นที่ โดยในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาเกิดเหตุความไม่สงบกว่า 300 ครั้ง และเหตุการณ์ส่วนใหญ่เป็นการก่ออาชญากรรมที่ไม่เลือกเป้าหมาย ทั้งประชาชนและผู้ประกอบการ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า แม้พื้นที่จะมีกำลังเจ้าหน้าที่กว่า 50,000 นาย และมีจุดตรวจจำนวนมาก แต่ยังไม่สามารถป้องกันเหตุหรือดูแลความปลอดภัยของประชาชนและนักลงทุนได้ จึงเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เร่งแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ หากผู้ปฏิบัติหน้าที่ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ควรพิจารณาปรับเปลี่ยนผู้รับผิดชอบ พร้อมเสนอให้การแต่งตั้งแม่ทัพภาคที่ 4 และเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ควรเลือกผู้ที่มีความรู้ ความเข้าใจ และประสบการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้โดยตรง นอกจากนี้ ยังเสนอให้คงศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ไว้ แต่ปรับโครงสร้างให้สังกัดกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้การประสานงานกับผู้ว่าราชการจังหวัดมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมระบุว่า การดำเนินงานของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ภาค 4 ส่วนหน้า ทั้งด้านงานมวลชน งานการข่าว การป้องกัน และการปราบปรามเชิงรุก ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงขอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการก่อนที่ภาคเศรษฐกิจและการลงทุนในพื้นที่จะได้รับผลกระทบหนักยิ่งขึ้น
ด้านผู้ช่วยศาสตราจารย์นิฟาริด กล่าวว่า เมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา สว.ภาคใต้ทั้ง 5 จังหวัด ได้ลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และพบว่ามีนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียเดินทางเข้ามาจำนวนมาก เนื่องจากชื่นชอบอาหารไทยและประทับใจการบริการของผู้ประกอบการในพื้นที่ ซึ่งถือเป็นต้นทุนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยมีนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียเดินทางเข้ามาแล้วกว่าหนึ่งล้านคน สร้างรายได้ให้ประเทศเป็นจำนวนมาก พร้อมเสนอให้ผลักดัน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นครัวของมาเลเซีย เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวตลอดทั้งปี แต่หากสถานการณ์ความรุนแรงยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง จนกระทบความเชื่อมั่นและความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว รายได้จากภาคการท่องเที่ยวจะหายไป จึงขอให้รัฐบาลเร่งสร้างความสงบและฟื้นฟูบรรยากาศการท่องเที่ยวโดยเร็ว เพื่อให้เศรษฐกิจในพื้นที่กลับมาฟื้นตัวอย่างยั่งยืน
ณัฐเดช เอียดปุ่ม ข่าว/เรียบเรียง