13 ก.ค. 69 - กมธ.วิสามัญงบฯ ปี 70 สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์เรียกร้องพิจารณาตัดลดงบกลาง 12,000 ล้านบาท ชี้วัตถุประสงค์ซ้ำซ้อนกับ พ.ร.ก.เงินกู้ 2 แสนล้านบาท หวั่นเปิดทางฝ่ายบริหารโยกย้ายงบ ไร้กลไกตรวจสอบจากสภา 

 

image

            นางสาววทันยา บุนนาค กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยถึงข้อสังเกตจากการพิจารณางบประมาณในชั้นกรรมาธิการ โดยยืนยันว่าตนเองจะเสนอให้มีการตัดลดงบประมาณในส่วนงบกลางจำนวน 12,000 ล้านบาท เนื่องจากพบความซ้ำซ้อนในระดับตัวบทอักษรกับ พระราชกำหนด(พ.ร.ก.)ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ 2569 หรือพ.ร.ก.เงินกู้ 2 แสนล้านบาทของรัฐบาล โดยระบุว่า จากการตรวจสอบงบประมาณ พบงบกลางในหัวข้อการแก้ไขปัญหาและฟื้นฟูเศรษฐกิจจากผลกระทบวิกฤตราคาพลังงาน ซึ่งมีวัตถุประสงค์เจาะจงเรื่องการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างทางพลังงาน ยกเลิกพลังงานฟอสซิลไปสู่พลังงานสะอาด มีเนื้อหาและวัตถุประสงค์ที่ซ้ำซ้อนกับ พ.ร.ก.เงินกู้ 2 แสนล้านบาท ที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยยุติแล้วเมื่อวันที่ 9 ที่ผ่านมาว่ารัฐบาลสามารถดำเนินการได้ ด้วยเหตุนี้ ตนในฐานะกรรมาธิการฯ จึงเห็นว่า งบประมาณจำนวน 12,000 ล้านบาทดังกล่าว ควรถูกตัดหรือปรับลดลง เพราะหากปล่อยให้ผ่านกลไกของสภาฯ ไป ในอนาคตงบกลางนี้จะอยู่ภายใต้ดุลพินิจการปรับเปลี่ยนของสำนักงบประมาณ ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของสำนักนายกรัฐมนตรี โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบที่เข้มข้นจากรัฐสภาอีก ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการตีเช็คเปล่าให้ฝ่ายบริหารนำไปใช้ในกิจการอื่น

            นางสาววทันยา กล่าวต่อว่า จากการสอบถามสำนักงบประมาณ ชี้แจงว่า งบกลางก้อนดังกล่าวมีวิธีการใช้ในลักษณะ Matching Fund หรือเงินสมทบ โดยให้หน่วยงานที่มีเงินนอกงบประมาณนำเงินของตนเองมาสมทบอีก 50% ซึ่งทางกรรมาธิการฯ เห็นว่า คำชี้แจงนี้ยิ่งตอกย้ำว่าโครงการที่จะนำไปใช้ไม่มีความแตกต่างจาก พ.ร.ก.เงินกู้ จึงควรรวบรวมไปใช้ภายใต้ พ.ร.ก.เงินกู้ เพื่อไม่ให้เป็นภาระต่องบประมาณแผ่นดิน นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมเกี่ยวกับภาพรวมของงบประมาณประเทศ โดยพบปัญหาการทับซ้อนในภารกิจของหลายหน่วยงานที่มีลักษณะงานใกล้เคียงกัน จึงควรมีการควบรวมหน่วยงาน หรือยุบรวมภารกิจบางอย่าง เช่น การรวมอาคารสำนักงาน เพื่อลดภารกิจและลดภาระงบประมาณลง ซึ่งปัจจุบันโครงสร้างงบประมาณของประเทศไทยมีข้อจำกัดอย่างมาก โดยงบประมาณกว่า 70% ถูกใช้ไปกับงบบุคลากรและรายจ่ายประจำ ส่งผลให้เหลือเงินลงทุนเพื่อพัฒนประเทศน้อยลง และงบลงทุนในปีนี้ถูกปรับลดลงอีก ที่น่ากังวลคือ หลายหน่วยงานถูกปรับลดงบดำเนินงานลง แต่งบบุคลากรกลับเพิ่มขึ้น แสดงถึงความไม่สอดคล้องกันระหว่างอัตรากำลังคนกับภารกิจที่ต้องปฏิบัติจริงในปัจจุบัน

อรพรรณ ขันทองคำ ข่าว/เรียบเรียง

 

ประมวลผลภาพ

วิดีโอ