23 ส.ค. 69 - สส.นนทบุรี พรรคประชาชน และรองประธาน กมธ.การป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติฯ สผ. เผย กมธ.อยู่ระหว่างทบทวนแนวทางเตรียมพร้อมรับมือแผ่นดินไหว หารือ ปภ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณาพัฒนาระบบแจ้งเตือนสึนามิและปรับปรุง Cell Broadcast ให้รวดเร็วขึ้น ขณะที่สถานการณ์น้ำท่วมนนทบุรียังไม่น่ากังวล แต่เตรียมผลักดันแนวเขื่อนป้องกันน้ำท่วมถาวร หวังแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากอย่างเป็นระบบ

image

           นางปัญญารัตน์ นันทภูษิตานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดนนทบุรี พรรคประชาชน (ปชน.) และรองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย (ปภ.) สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมรับมือเหตุแผ่นดินไหวในประเทศไทยว่า ปัจจุบันไทยมีระบบแจ้งเตือนภัยผ่าน Cell Broadcast ซึ่งสามารถส่งข้อความแจ้งเตือนไปยังประชาชนในพื้นที่เสี่ยง และที่ผ่านมาได้นำมาใช้งานจริงในหลายเหตุการณ์ ขณะที่คณะกมธ.อยู่ระหว่างศึกษาและทบทวนแนวทางการเตรียมความพร้อม โดยหารือร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รวมถึงเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ข้อมูลเกี่ยวกับมาตรการรับมือ การซ้อมแผน และความพร้อมด้านอุปกรณ์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรับมือภัยพิบัติ

         นางปัญญารัตน์ ยังกล่าวถึงระบบตรวจจับและแจ้งเตือนภัยสึนามิ โดยเฉพาะทุ่นตรวจวัดสึนามิว่า ขณะนี้คณะกรรมาธิการฯ ยังไม่ได้หารือในรายละเอียด แต่เห็นว่าจากสถานการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ควรนำประเด็นดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณา เพื่อศึกษาแนวทางพัฒนาระบบและเพิ่มประสิทธิภาพการแจ้งเตือนประชาชน พร้อมเตรียมนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมาธิการฯ ต่อไป ส่วนข้อกังวลกรณีการแจ้งเตือนผ่าน Cell Broadcast อาจเกิดความล่าช้า ระบุว่า คณะกรรมาธิการฯ รับทราบปัญหาแล้ว และได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าหารือ โดยหน่วยงานจะนำข้อเสนอแนะไปปรับปรุงระบบให้สามารถแจ้งเตือนได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

          สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่จะต้องรับน้ำจากภาคเหนือ นางปัญญารัตน์ ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่น่ากังวลมากนัก เนื่องจากลักษณะน้ำท่วมส่วนใหญ่เป็นการเพิ่มระดับอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่น้ำป่าไหลหลากที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ประกอบกับมีระบบติดตามและแจ้งเตือนระดับน้ำจากหน่วยงานท้องถิ่นและชุมชน ทำให้ประชาชนมีเวลาเตรียมขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการในระยะยาว คือการแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก โดยเฉพาะการบริหารจัดการน้ำตั้งแต่พื้นที่ต้นน้ำ การติดตามระดับน้ำในจังหวัดต่าง ๆ ก่อนจะไหลเข้าสู่พื้นที่ตอนล่าง ตลอดจนการบริหารจัดการน้ำจากเขื่อนและแม่น้ำเจ้าพระยา

          นางปัญญารัตน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมีโครงการก่อสร้างเขื่อนและประตูระบายน้ำในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ โดยบางโครงการมีกำหนดแล้วเสร็จและเปิดใช้งานในปี พ.ศ. 2571 ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดปริมาณน้ำที่จะไหลเข้าสู่จังหวัดนนทบุรีได้ ขณะเดียวกัน เตรียมผลักดันการวางแผนก่อสร้างแนวเขื่อนป้องกันน้ำท่วมแบบถาวรในจังหวัดนนทบุรี ตั้งแต่พื้นที่ปากเกร็ดต่อเนื่องไปจนถึงบริเวณที่เชื่อมต่อกับกรุงเทพมหานคร เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างเป็นระบบและยั่งยืน ลดผลกระทบต่อประชาชน และป้องกันปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในอนาคต

 

ณัฐเดช เอียดปุ่ม /ข่าว

ลักขณา เทียกทอง /เรียบเรียง

ประมวลผลภาพ

วิดีโอ