นายมณเฑียร สงฆ์ประชา ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย นายพีรพล กนกวลัย โฆษกกมธ. แถลงข่าวกรณีเหตุความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อวันที่ 21-22 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยพบเหตุในจังหวัดยะลา 19 เหตุการณ์ นราธิวาส 45 เหตุการณ์ ปัตตานี 11 เหตุการณ์ และสงขลา 1 เหตุการณ์ รวม 76 เหตุการณ์ มีผู้บาดเจ็บ 3 คน ไม่มีผู้เสียชีวิต
นายมณเฑียร ตั้งข้อสังเกตว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นพร้อมกันใน 4 จังหวัดถึง 76 จุด ย่อมสะท้อนสัญญาณบางอย่าง และตั้งคำถามว่า หน่วยงานด้านการข่าวและความมั่นคง ทั้งสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) และตำรวจภูธรภาค 9 มีข้อมูลหรือสัญญาณบ่งชี้ล่วงหน้าหรือไม่ จึงจำเป็นต้องเร่งหาคำตอบและวางแผนป้องกันเหตุในอนาคต ทั้งนี้ คณะกมธ.จะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจงในวันที่ 27 สิงหาคมนี้ ประกอบด้วย สำนักข่าวกรองแห่งชาติ กอรมน.ภาค 4 สภาความมั่นคงแห่งชาติ ศอ.บต. และตำรวจภูธรภาค 9 เพื่อทบทวนยุทธศาสตร์ด้านการข่าวและการรักษาความสงบในพื้นที่ พร้อมผลักดันการบูรณาการทำงานอย่างมีเอกภาพ ติดตามผู้กระทำความผิดมารับโทษ และสร้างความมั่นคงปลอดภัยให้แก่ประชาชน
นายมณเฑียร กล่าวด้วยว่า ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้เกิดขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 รวมกว่า 22 ปี โดยจากการศึกษาพบประเด็นสำคัญ 4 เรื่อง ได้แก่ ยาเสพติด ของเถื่อน งบประมาณ และการแบ่งแยกดินแดน โดยเห็นว่าประเทศไทยเป็นรัฐเดียว หากมีปัญหาควรพูดคุยเจรจากัน ไม่ควรสร้างสถานการณ์จนประชาชนผู้บริสุทธิ์ได้รับความเดือดร้อน พร้อมระบุว่า เหตุเกิดตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคม แต่ยังไม่สามารถจับกุมผู้ก่อเหตุได้ จึงจำเป็นต้องเร่งแก้ไขปัญหาด้านการข่าว
ส่วนกรณีงบประมาณที่ใช้แก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้กว่า 300,000 ล้านบาทตลอด 22 ปี นายมณเฑียรเห็นว่า ยังสะท้อนให้เห็นว่าปัญหายังคงมีอยู่ และจำเป็นต้องทบทวนแนวทางการดำเนินงานให้ตรงจุดมากขึ้น ด้านนายพีรพล กนกวลัย โฆษกกมธ. กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจและการสื่อสารเป็นหลัก และอาจมีเป้าหมายกระทบต่อความเชื่อมั่นของรัฐบาล โดยตั้งข้อสังเกตว่าอาจเกี่ยวข้องกับช่วงเปลี่ยนรุ่นของกลุ่มขบวนการ BRN การพิจารณางบประมาณ และมาตรการปราบปรามสิ่งผิดกฎหมายและยาเสพติดที่เข้มข้นขึ้น จึงเห็นว่าคณะกมธ.จำเป็นต้องเร่งหาสาเหตุและข้อเท็จจริง เพื่อกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาให้มีประสิทธิภาพต่อไป
ณัฐเดช เอียดปุ่ม /ข่าว
ลักขณา เทียกทอง /เรียบเรียง