26 ส.ค. 69 - สส.คมคาย พรรคภูมิใจไทย ขอสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรร่วมหนุน พ.ร.ก.กู้เงินฯ ชี้ช่วยอุ้มเศรษฐกิจฐานราก วางรากฐานพลังงานสะอาดระยะยาว ด้าน สส.ชัยชนะ พรรคประชาธิปัตย์ ห่วงทำหนี้สาธารณะพุ่ง 69% ของ GDP เพิ่มภาระหนี้ให้ประชาชน พร้อมเรียกร้องรัฐบาลชี้แจงมาตรการกำจัดขยะโซลาร์เซลล์-แบตเตอรี่ EV

image

        นางคมคาย อุดรพิมพ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(สส.) จังหวัดมหาสารคาม พรรคภูมิใจไทย อภิปรายสนับสนุนพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท (พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท) โดยเห็นว่าเป็นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจและพลังงานของประเทศ ท่ามกลางความผันผวนของราคาพลังงานจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และการที่ประเทศไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานในสัดส่วนสูง สำหรับวงเงิน 4 แสนล้านบาท แบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 2 แสนล้านบาทแรก สำหรับช่วยเหลือและเพิ่มสภาพคล่องให้ประชาชนและผู้ประกอบการ ครอบคลุมกลุ่มเปราะบาง เกษตรกร ผู้ประกอบการรายย่อยและ SME รวมถึงมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายในชุมชนผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส ส่วนอีก 2 แสนล้านบาท ใช้สำหรับการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานระดับครัวเรือนและภาคเกษตรกรรม อาทิ โครงการโซลาร์เซลล์ภาคประชาชน การสนับสนุนรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าสำหรับไรเดอร์และผู้มีรายได้น้อย รถปิกอัพที่ใช้น้ำมันไบโอดีเซล B20 รวมถึงการพัฒนาทักษะช่างเทคนิคชุมชนเพื่อรองรับการบำรุงรักษาระบบพลังงานสะอาด
        นางคมคาย ย้ำว่า การกู้เงินครั้งนี้ไม่ใช่การสร้างหนี้สูญ แต่เป็นการลงทุนเพื่อลดการขาดดุลการค้าจากการนำเข้าน้ำมันดิบ ซึ่งประเทศไทยต้องใช้เงินจำนวนมากในแต่ละปี พ.ร.ก.ฉบับนี้มีกลไกกำกับติดตามการใช้จ่ายเงินกู้ โดยมีคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และกำหนดให้รายงานต่อคณะรัฐมนตรีทุก 3 เดือน รวมถึงจัดทำรายงานสรุปผลสัมฤทธิ์เสนอต่อรัฐสภาภายใน 60 วันนับแต่สิ้นปีงบประมาณ จึงขอให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรร่วมกันพิจารณาให้ความเห็นชอบ พ.ร.ก.กู้เงินดังกล่าว เพื่อให้รัฐบาลสามารถนำวงเงินไปใช้ช่วยเหลือประชาชนและขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของประเทศต่อไป
        ด้านนายชัยชนะ เดชเดโช สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายตั้งข้อสังเกตว่าการกู้เงินดังกล่าวจะสร้างภาระหนี้ให้กับประชาชน รวมถึงเด็กที่เพิ่งเกิดใหม่ เฉลี่ยประมาณคนละ 5,970 บาท และจะทำให้หนี้สาธารณะของประเทศเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 13 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 69 ของ GDP ซึ่งใกล้แตะเพดานหนี้สาธารณะที่กำหนดไว้ร้อยละ 70 พร้อมตั้งข้อสังเกตต่อแผนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยเฉพาะการสนับสนุนโซลาร์เซลล์ภาคประชาชนและรถยนต์ไฟฟ้า โดยเรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงมาตรการรองรับแผงโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่หมดอายุการใช้งาน เนื่องจากหากมีการติดตั้งโซลาร์เซลล์จำนวน 1 ล้านครัวเรือน อาจเกิดปัญหาขยะจากแผงโซลาร์เซลล์ในอนาคต และกลายเป็นภาระด้านงบประมาณและการกำจัดขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ขณะที่การจัดการแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่หมดอายุยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจน ทั้งระบบรับซื้อคืนและการรีไซเคิล นอกจากนี้ ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญติดตามการใช้ พ.ร.ก.กู้เงิน มีการประชุมไม่เกิน 3 ครั้ง เนื่องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่สามารถชี้แจงรายละเอียดของแผนงานส่วนที่ 2 ได้อย่างชัดเจน ทั้งในเรื่องว่าจะดำเนินการอะไร ที่ไหน และอย่างไร จึงเรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงมาตรการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนและการทุจริต โดยเฉพาะกรณีการจัดซื้อหรือจำหน่ายแผงโซลาร์เซลล์ เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องแบกรับภาระหนี้จากโครงการของรัฐ

อรพรรณ ขันทองคำ /ข่าว
ลักขณา เทียกทอง /เรียบเรียง

ประมวลผลภาพ

วิดีโอ