ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าจากสถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องในหลายพื้นที่ตอนบนของประเทศ ส่งผลให้ปริมาณน้ำไหลลงสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาเพิ่มขึ้น รัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการบริหารจัดการน้ำเชิงรุก พร้อมเตรียมความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบ จากการติดตามและประเมินสถานการณ์ของศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทานคาดว่า วันที่ 28 สิงหาคม 2569 ปริมาณน้ำไหลผ่านสถานี C.2 อำเภอเมืองนครสวรรค์ จะอยู่ที่ประมาณ 1,000-1,100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และทำให้ปริมาณน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มเป็นประมาณ 1,100-1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที กรมชลประทานจึงวางแผนบริหารจัดการน้ำเหนือเขื่อน โดยเร่งผันน้ำเข้าสู่ระบบชลประทานทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกเพื่อลดปริมาณน้ำที่จะไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่าง พร้อมปรับเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาเป็น 700-1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำเหนือ ซึ่งอาจทำให้ระดับน้ำบริเวณท้ายเขื่อนสูงขึ้นจากปัจจุบันประมาณ 0.60-1.50 เมตร พื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ คือ พื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา รวม 6 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเสนา อำเภอผักไห่ อำเภอบางบาล อำเภอพระนครศรีอยุธยา อำเภอบางปะอิน และอำเภอบางไทร
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำเจ้าพระยาและพื้นที่ท้ายเขื่อน โดยเฉพาะจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและพื้นที่ใกล้เคียง ติดตามสถานการณ์น้ำและประกาศจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด ขณะที่รัฐบาลจะบริหารจัดการน้ำควบคู่กับการเฝ้าระวังปริมาณฝนสะสม เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนให้มากที่สุด
อัญชิสา ก่อกิจฤกษ์ชัย / ข่าว
ลักขณา เทียกทอง / เรียบเรียง