28 ส.ค. 69 - ประธาน กมธ.การเกษตรและสหกรณ์ สภาผู้แทนราษฎร รับหนังสือจากตัวแทนประชาชน 8 อำเภอ จังหวัดนครราชสีมา คัดค้านการเปลี่ยนพื้นที่จัดมหกรรมพืชสวนโลกปี 72 Korat Expo 2029 จากอำเภอคงไปอำเภอปากช่อง หลังประชาชนเตรียมความพร้อมและคาดหวังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ - พัฒนาพื้นที่ พร้อมขอรัฐบาลชะลอชง ครม. มองควรทบทวนรอบด้าน

image

          นายนพพล เหลืองทองนารา ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเกษตรและสหกรณ์ สภาผู้แทนราษฎร รับหนังสือจากนายถวิล รัตนพร รองนายกเทศมนตรีตำบลโนนแดง อำเภอโนนแดง จังหวัดนครราชสีมา ในฐานะตัวแทนประชาชน 8 อำเภอ ได้แก่ อำเภอคง โนนสูง พิมาย บัวใหญ่ ประทาย ชุมพวง โนนแดง และบ้านเหลื่อม เพื่อขอให้พิจารณาชะลอการเปลี่ยนพื้นที่จัดงานมหกรรมพืชสวนโลก 2572 (Korat Expo 2029) จากเดิมที่กำหนดให้อำเภอคงเป็นพื้นที่จัดงานหลัก ไปจัดที่อำเภอปากช่อง

          นายถวิล กล่าวว่า ประชาชนทั้ง 8 อำเภอได้รับความเดือดร้อนและรู้สึกเสียความหวัง เนื่องจากที่ผ่านมาได้เตรียมความพร้อมรองรับการจัดงานมาโดยตลอด โดยคาดหวังว่าจะมีงบประมาณกว่า 4 พันล้านบาทลงสู่พื้นที่ ช่วยสร้างโครงสร้างพื้นฐานและกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่กลับมีการเปลี่ยนแปลงพื้นที่จัดงานในช่วงใกล้ถึงกำหนด โดยมีข้อมูลว่าสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ ประเมินว่าอำเภอปากช่องมีความพร้อมมากกว่า ทั้งด้านการเดินทาง ที่พัก และโรงพยาบาล รวมถึงมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า

          นายถวิล ขอให้คณะกมธ.ประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อทบทวนเหตุผลการย้ายพื้นที่ พร้อมตั้งคำถามว่าสภาพัฒน์ลงพื้นที่สำรวจและรับฟังความคิดเห็นจากใครบ้าง จึงสรุปว่าอำเภอคงไม่คุ้มค่า และเห็นว่าการพัฒนาไม่ควรกระจุกตัวอยู่เฉพาะพื้นที่ที่มีความพร้อมอยู่แล้ว แต่ควรนำงบประมาณไปพัฒนาพื้นที่ชายขอบของจังหวัดนครราชสีมา โดยขอให้รัฐบาลชะลอการนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจรที่จังหวัดสงขลา วันที่ 1 กันยายนนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้มีการทบทวน

          ด้านนายนพพล กล่าวว่า เดิมตนเข้าใจมาตลอดว่ามหกรรมพืชสวนโลกจะจัดขึ้นที่อำเภอคง และเพิ่งทราบว่ามีการเสนอเปลี่ยนพื้นที่ไปอำเภอปากช่อง โดยให้เหตุผลเรื่องความคุ้มทุนทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ยอมรับว่าเข้าใจความรู้สึกของประชาชนใน 8 อำเภอ เพราะที่ผ่านมาได้มีความคาดหวังว่าการจัดงานจะเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจและนำความเจริญเข้าสู่พื้นที่ที่ยังขาดการพัฒนา

          นายนพพล กล่าวด้วยว่า แม้กฎหมายกำหนดให้ สภาพัฒน์ พิจารณาความคุ้มทุนก่อนเสนอเรื่องเข้าสู่ ครม. แต่ไม่เห็นด้วยหากจะใช้เพียงประเด็นความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจ เพราะควรพิจารณาปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และความเท่าเทียมในการกระจายความเจริญในระยะยาวประกอบด้วย ทั้งนี้ ยืนยันว่า จะเร่งนำเรื่องดังกล่าวเข้าหารือในคณะกรรมาธิการ พร้อมเห็นด้วยกับการชะลอการนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุม ครม. เพื่อเปิดโอกาสให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนข้อมูลและเหตุผลอย่างรอบด้าน โดยจะใช้เหตุผลและข้อเท็จจริงในการประสานให้เกิดการทบทวนต่อไป

 

ณัฐเดช เอียดปุ่ม /ข่าว

ลักขณา เทียกทอง /เรียบเรียง

ประมวลผลภาพ

วิดีโอ