3 ก.ย. 69 - ประธาน กมธ.สาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร เผยผลสอบขบวนการแจ้งเกิดเท็จสวมสิทธิ์สัญชาติไทย พบ กทม. สั่งเพิกถอนสูติบัตรแล้ว 27 ราย ขณะที่กรมการปกครองเปิดเคสต้องสงสัยย้อนหลังพุ่งสูงกว่า 10,000 ราย จี้ สธ. และ ตร. เร่งทำงานเชิงรุก อุดช่องโหว่

image

        นายสกลธี ภัททิยกุล ประธานกรรมาธิการ (กมธ.) การสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร แถลงผลการประชุม กรณีการตรวจสอบขบวนการแจ้งเกิดเท็จเพื่อสวมสิทธิ์สัญชาติไทย หรือพ่อทิพย์-แม่ทิพย์ของกลุ่มทุนต่างชาติ โดยระบุว่า คณะกรรมาธิการฯ ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจง เพื่อติดตามผล ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (กทม.) กรมการปกครอง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.)
        นายสกลธี กล่าวว่า กทม.ชี้แจงกับคณะกรรมาธิการฯ เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ว่าได้ตรวจสอบย้อนหลังพบ 500 กว่าราย เข้าข่ายต้องสงสัย และมีการตรวจย้อนไปช่วงปี 2560-2569 พบ 879 ราย ใน 29 เขต สำรวจแล้วเป็นเท็จและเพิกถอนสูติบัตรแล้ว 27 ราย อยู่ในระหว่างตรวจสอบ 810 ราย ซึ่งขั้นตอนจากนี้จะต้องเรียกผู้ปกครองมาสอบถาม หรือบางรายอาจรับสารภาพเอง ส่วนข้าราชการของสำนักงานเขตที่เกี่ยวข้องพบ 3-4 เขต ซึ่งสำนักงานเขตธนบุรี ได้ให้ออกจากราชการไว้ก่อน
        ส่วนของกรมการปกครอง ตรวจสอบย้อนไปช่วงปี 2555-2569 หรือในช่วง 14-15 ปี ตัวเลขต้องสงสัยว่าพ่อเป็นคนไทย แม่เป็นคนต่างด้าว จำนวน 10,000 กว่าราย โดยคณะกรรมาธิการฯ ได้ขอเอกสารไปแล้ว ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง
        นายสกลธี กล่าวอีกว่า ปัจจุบันการตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอหรือการตรวจรหัสพันธุกรรม เพื่อพิสูจน์ความเป็นพ่อ แม่ ลูก ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ไม่ได้มีสภาพบังคับ ดังนั้น คณะกรรมาธิการฯ จึงให้ข้อเสนอแนะว่าอาจจะต้องออกเป็นหลักเกณฑ์ให้ชัดเจน โดยอนาคตในอีก 5-6 ปี เด็กที่เกิดในช่วงดังกล่าว จะบรรลุนิติภาวะ สามารถถือครองทรัพย์สินได้ ซึ่งหากยังตรวจดีเอ็นเอไม่ได้ เรื่องก็ยังคงค้างคาอยู่ต่อไป
        ขณะที่ผลการตรวจสอบเบื้องต้น พบมีกรณีต้องสงสัยในโรงพยาบาลเอกชน 10 แห่ง โดยโรงพยาบาลในเขตธนบุรีพบกว่า 160 ราย ซึ่งต้องติงการทำงานของกระทรวงสาธารณสุข เนื่องจากการที่ สบส. เข้าตรวจสอบโรงพยาบาลทั้ง 10 แห่ง นั้น เป็นเพราะตำรวจส่งเอกสารหลักฐานมา จึงมองว่า สบส. ทำงานเชิงรับมากกว่าเชิงรุก ดังนั้น ขอฝากไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้เร่งดำเนินการ โดยกรณีที่เกิดขึ้นนี้เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศ พร้อมฝากถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ที่เบื้องต้นยังไม่สามารถขยายผลสาวไปถึงขบวนการทั้งหมดได้
        เมื่อถามว่าการที่โรงพยาบาลเอกชนบันทึกข้อมูลการเกิดด้วยมือ แทนระบบอิเล็กทรอนิกส์ เป็นช่องโหว่ของขบวนการหรือไม่ นายสกลธี ตอบว่า มีโอกาส โดยกรมการปกครองให้ข้อมูลว่าในส่วนโรงพยาบาลของรัฐใช้การบันทักข้อมูลในระบบอิเล็กทรอนิกส์ ดังนั้น จึงเป็นข้อเสนอแนะที่อยากให้บันทึกในระบบให้เหมือนกัน แต่ไม่ใช่ว่าในโรงพยาบาลรัฐจะไม่มีเคสต้องสงสัย เพียงแต่ยังไม่ได้ตรวจสอบ ซึ่งเชื่อว่าอาจจะมี

ทัดดาว ทองอิ่ม / ข่าว
ลักขณา เทียกทอง / เรียบเรียง

ประมวลผลภาพ

วิดีโอ