10 ก.ย. 69 - สส.ณัฏฐ์ชนน กรรมาธิการวิสามัญฯ ชี้แจงปรับลดงบสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ 7 ล้านบาท หลังรายละเอียดโครงการไม่ชัดเจน พร้อมระบุโครงการจัดเก็บข้อมูล DNA ในจังหวัดชายแดนใต้ต้องดำเนินการตามกฎหมาย คุ้มครองสิทธิมนุษยชน และไม่จัดเก็บจากประชาชนทุกคนโดยไม่มีเหตุจำเป็น

image

          นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สส.จังหวัดสงขลา พรรคภูมิใจไทย ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญฯ ชี้แจงระหว่างการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วาระ 2 มาตรา 27 งบประมาณรายจ่ายของส่วนราชการที่ไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวง และหน่วยงานภายใต้การควบคุมดูแลของนายกรัฐมนตรี ถึงการปรับลดงบประมาณของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยกล่าวว่าคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ และคณะอนุกรรมาธิการพบว่า เอกสารประกอบโครงการบางส่วนยังมีรายละเอียดไม่สมบูรณ์ และการชี้แจงของผู้แทนหน่วยงานยังไม่ครอบคลุมข้อซักถาม โดยเฉพาะโครงการพัฒนาระบบฐานข้อมูลทะเบียนวัดและการดูแลศาสนสถาน โครงการพัฒนาระบบข้อมูลและการบริหารจัดการศาสนสมบัติ และโครงการพัฒนาระบบกฎหมาย ฐานข้อมูล และการบริหารจัดการคดีเกี่ยวกับพระสงฆ์และพระพุทธศาสนา
          สำหรับงบประมาณ 4 โครงการ วงเงินรวม 38 ล้านบาท คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ปรับลดระยะเวลาการทำงานของที่ปรึกษาเหลือ 5 เดือน เพื่อให้สอดคล้องกับระยะเวลาดำเนินงานและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่าย ส่งผลให้ปรับลดงบประมาณได้ 7 ล้านบาท คงเหลือวงเงิน 31 ล้านบาท ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ได้บันทึกข้อสังเกตให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติปรับปรุงเอกสารประกอบคำของบประมาณ โดยต้องระบุรายละเอียดโครงการ รายชื่อวัดที่ได้รับการจัดสรร วงเงิน วัตถุประสงค์ หลักเกณฑ์ แผนการใช้จ่าย ตัวชี้วัด และผลสัมฤทธิ์ให้ชัดเจน โปร่งใส และตรวจสอบได้
          นายณัฏฐ์ชนน ยืนยันว่าการปรับลดงบประมาณเป็นไปตามหลักเกณฑ์และข้อมูลที่ปรากฏ แม้ในฐานะพุทธศาสนิกชนจะเห็นความสำคัญของภารกิจดังกล่าว แต่จำเป็นต้องพิจารณาตามหลักความคุ้มค่า เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินเกิดประโยชน์สูงสุด
          นายณัฏฐ์ชนน ยังชี้แจงข้อสังเกตเกี่ยวกับงบประมาณโครงการพัฒนาระบบข้อมูลด้านความมั่นคง ระยะที่ 2 ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งครอบคลุมการจัดเก็บข้อมูลพันธุกรรม (DNA) เพื่อสนับสนุนงานพิสูจน์หลักฐานในพื้นที่เกิดเหตุซึ่ง นายรอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งข้อสังเกตต่องบประมาณส่วนนี้ โดยระบุว่ การดำเนินโครงการต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน การจัดเก็บตัวอย่าง DNA ต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 โดยตามแนวทางที่ได้รับการชี้แจง จะเก็บเฉพาะบุคคลหรือกลุ่มเป้าหมายที่มีเหตุจำเป็น และต้องได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้ถูกเก็บตัวอย่าง ทั้งนี้ โครงการไม่ได้มีเป้าหมายบังคับจัดเก็บ DNA จากประชาชนทุกคนที่มีชื่อในทะเบียนบ้านในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมย้ำว่าการดำเนินงานต้องโปร่งใสและเป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

 

คริส พุทธชาติ / ข่าว
ลักขณา เทียกทอง / เรียบเรียง

ประมวลผลภาพ

วิดีโอ