17 ก.ย. 69 - สภาผู้แทนราษฎร พิจารณาร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว รวม 6 ฉบับ เห็นพ้อง กฎหมาย ปี 50 ล้าสมัย พร้อมเสนอขยายนิยามความรุนแรง เพิ่มกลไกคุ้มครองผู้เสียหายและเด็ก ยกระดับบทลงโทษ และกำหนดให้คดีความรุนแรงในครอบครัวเป็นความผิดที่ไม่สามารถยอมความได้ 

image

        ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาวาระรับหลักการร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. .... และร่างกฎหมายที่มีเนื้อหาทำนองเดียวกัน รวม 6 ฉบับ ทั้งจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) พรรคการเมือง และภาคประชาชน
        โดยในส่วนของผู้เสนอหลักการร่างกฎหมาย เช่น นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ชี้ว่ากฎหมายปี 2550 ล้าสมัยและไม่ตอบโจทย์การคุ้มครองผู้เสียหายในปัจจุบัน พร้อมย้ำจุดเปลี่ยนสำคัญคือการกำหนดให้ความรุนแรงในครอบครัวเป็นความผิดที่ไม่สามารถยอมความได้ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและทำให้รัฐเข้าช่วยเหลือผู้เสียหายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยสาระสำคัญของร่างกฎหมายครอบคลุม 5 หมวด ได้แก่ การกำหนดนิยามความผิดและคุ้มครองผู้แจ้งเหตุ การให้อำนาจเจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือและตั้งผู้จัดการรายกรณี การคุ้มครองข้อมูลส่วนตัวของคู่กรณีและวางมาตรการในชั้นศาล การบูรณาการการทำงานของหน่วยงานพร้อมจัดทำฐานข้อมูล และการเพิ่มโทษผู้กระทำผิดต่อเด็ก ผู้กระทำผิดซ้ำ รวมถึงผู้ฝ่าฝืนคำสั่งคุ้มครอง โดยหวังให้กฎหมายฉบับนี้ช่วยลดปัญหาความรุนแรงในครอบครัวทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ และสุขภาพในระยะยาว
        นายร่มธรรม ขำนุรักษ์ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย เสนอแก้ไขกฎหมายเดิมกว่า 20 ประเด็น เพื่อยกระดับการคุ้มครองผู้เสียหายให้สอดคล้องกับสภาพสังคมปัจจุบัน ทั้งการขยายความหมายบุคคลในครอบครัว ให้ครอบคลุมคู่สมรสเดิม เพิ่มบทบาทผู้บริหารท้องถิ่น เพิ่มโทษปรับผู้กระทำผิดและผู้ฝ่าฝืนคำสั่งศาล ขยายเวลาร้องทุกข์จาก 3 เดือนเป็น 6 เดือน รวมถึงกำหนดมาตรการคุ้มครองผู้เสียหายและเพิ่มบทบาทหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการป้องกันและแก้ไขปัญหา พร้อมย้ำว่าร่างฉบับนี้เป็นการสานต่อการทำงานจากหลายภาคส่วน โดยมีเป้าหมายสร้างความเข้มแข็งให้สถาบันครอบครัว และขอให้ สส.ทุกพรรคสนับสนุนร่างกฎหมาย รวมถึงนำจุดเด่นของร่างต่าง ๆ มาปรับปรุงร่วมกันในชั้นกรรมาธิการ เพื่อให้เกิดกฎหมายที่คุ้มครองประชาชนได้อย่างรอบด้าน
        ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในฐานะสส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ระบุว่ากฎหมายเดิมล้าสมัย เน้นการประนีประนอมมากกว่าความปลอดภัยของผู้เสียหาย จึงเสนอปรับกฎหมายให้ยึดผู้ถูกกระทำเป็นศูนย์กลาง ขยายนิยามความรุนแรงให้ครอบคลุมทั้งความรุนแรงทางเศรษฐกิจและทางเพศ พร้อมกำหนดให้แต่งตั้งผู้จัดการรายกรณี ภายใน 72 ชั่วโมง เพื่อประเมินความเสี่ยงและประสานการคุ้มครองอย่างรวดเร็ว
        นางสาวภัสริน รามวงศ์ สส.กทม. พรรคประชาชน เสนอหลักการร่าง โดยระบุว่ากฎหมายปี 2550 ล้าหลัง ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ทำให้กลไกคุ้มครองล่าช้าและผู้เสียหายจำนวนมากหลุดออกจากระบบ จึงเสนอขยายการคุ้มครองให้ครอบคลุมความรุนแรงทางเศรษฐกิจ พัฒนาระบบแจ้งเหตุและส่งต่อให้รวดเร็ว พร้อมยึดความปลอดภัยและการเยียวยาผู้ถูกกระทำเป็นศูนย์กลางตามหลักสิทธิมนุษยชน พร้อมชี้ว่า ปัจจุบันความรุนแรงในครอบครัวอยู่ในระดับวิกฤต โดยแม้มีการแจ้งเหตุกว่า 16,000 กรณี แต่ผู้เสียหายเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ไม่ถึง 2% เพราะกฎหมายเดิมเน้นการไกล่เกลี่ยมากกว่าการคุ้มครองเหยื่อ จึงเสนอจัดตั้งกองทุนคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว เพื่อช่วยเหลือด้านค่าใช้จ่าย ที่พักปลอดภัย และการตั้งหลักทางเศรษฐกิจ พร้อมย้ำว่าการคุ้มครองครอบครัวต้องเริ่มจากการคุ้มครองชีวิต ความปลอดภัย และศักดิ์ศรีของทุกคน ไม่ใช่ปล่อยให้ความรุนแรงกลายเป็นเรื่องปกติในสังคม     
        จากนั้น สส.ได้ผลัดเปลี่ยนกันอภิปรายกันอย่างหลากหลาย เช่น ดร.การดี เลียวไพโรจน์ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายชี้ว่าเด็กที่เห็นหรือรับรู้เหตุรุนแรงในบ้านได้รับผลกระทบทางจิตใจอย่างหนัก จึงเสนอ 4 แนวทางปรับกฎหมาย ได้แก่ คุ้มครองและฟื้นฟูเด็กที่เป็นพยานเหตุรุนแรง ห้ามใช้เด็กเป็นเครื่องมือต่อรอง เพิ่มโทษผู้กระทำผิดจากจำคุกไม่เกิน 1 ปี เป็นไม่เกิน 3 ปี พร้อมคุ้มครองตัวตนเด็ก และพัฒนาระบบรับแจ้ง-ช่วยเหลือให้เข้าถึงผู้เสียหายมากขึ้น รวมถึงให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จัดเก็บข้อมูลเด็กที่ได้รับผลกระทบเป็นระบบในรายงานประจำปี
        แพทย์หญิง บุญญาภา นาชัยเวียง ปุณณนิษฐา สส.จังหวัดกาฬสินธุ์ พรรคภูมิใจไทย อภิปรายชี้ว่ากฎหมายปี 2550 ไม่ทันต่อบริบทสังคมปัจจุบัน พร้อมเสนอให้ขยายนิยามความรุนแรงให้ครอบคลุมการข่มขู่ การควบคุมทางจิตใจและเศรษฐกิจ เร่งกลไกคุ้มครองตั้งแต่ชั่วโมงแรกด้วยการประเมินความเสี่ยง เพิ่มมาตรการบำบัดและติดตามผู้กระทำผิด กำหนดหลักเกณฑ์ชัดเจนสำหรับภาวะผู้ถูกกระทำสะสม เสริมมาตรการป้องกันก่อนเกิดเหตุ และพัฒนาระบบข้อมูลร่วมระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้ผู้เสียหายได้รับการคุ้มครองอย่างรวดเร็วและไม่ต้องเล่าเหตุซ้ำหลายครั้ง โดยย้ำว่าบ้านควรเป็นสถานที่ปลอดภัย และเมื่อบ้านไม่ปลอดภัย กฎหมายต้องเข้าถึงประชาชนได้ทันเวลา
        ทั้งนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าวมี สส. ให้ความสนใจลงชื่ออภิปรายรวมกว่า 40 คน โดยนางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม สั่งปิดการประชุม โดยคาดว่าจะมีการลงมติวาระรับหลักการร่างกฎหมายดังกล่าวในการประชุมครั้งถัดไป

ทัดดาว ทองอิ่ม / ข่าว
ลักขณา เทียกทอง / เรียบเรียง

ประมวลผลภาพ

วิดีโอ