นายศุภโชค ศาลากิจ พร้อมด้วยนายเทวฤทธิ์ มณีฉาย และนางสาวตวงคุณ ทรงธรรมวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา(สว.) แถลงถึงสถานการณ์น้ำท่วมจังหวัดสมุทรสงคราม ว่าวิกฤตน้ำท่วมครั้งนี้สืบเนื่องจากฝนตกหนักในจังหวัดกาญจนบุรี ส่งผลให้เขื่อนวชิราลงกรณและเขื่อนศรีนครินทร์ไม่สามารถรองรับน้ำได้ ประกอบกับมีฝนตกหนักใต้เขื่อน ทำให้มวลน้ำปริมาณมหาศาลไหลลงสู่แม่น้ำแควน้อยและแควใหญ่ ก่อนผ่านเข้าเขื่อนแม่กลอง ซึ่งทำหน้าที่เพียงทดและระบายน้ำเท่านั้น โดยช่วงที่ผ่านมามีการระบายน้ำสูงสุดถึงกว่า 2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หรือคิดเป็นประมาณ 175 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน เกินกว่าขีดความสามารถที่ลำน้ำแม่กลองจะรับได้ ซึ่งระบายได้เต็มที่ราว 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อกาญจนบุรี ราชบุรี และไหลเข้าท่วมพื้นที่ สมุทรสงคราม
นายศุภโชค กล่าวต่อว่า สำหรับสมุทรสงคราม พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคืออำเภอบางคนที และอำเภออัมพวา โดยน้ำได้เอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่การเกษตร สวนมะพร้าว ส้มโอ ลิ้นจี่ มะนาว รวมถึงบ้านเรือนของประชาชน เนื่องจากน้ำไม่สามารถระบายลงสู่ทะเลได้ทันและแผ่ออกด้านข้างทั้งสองฝั่งลำน้ำ โชคดีที่ช่วงนี้น้ำทะเลยังไม่หนุนสูง อำเภอเมืองจึงได้รับผลกระทบน้อย แต่หากไม่เร่งระบายน้ำออก เมื่อถึงช่วงน้ำทะเลหนุนสูง จะดันน้ำจืดกลับเข้ามาท่วมขังซ้ำเติมและสร้างความเสียหายอย่างยาวนาน จึงเรียกร้องรัฐบาลและหน่วยงานบริหารจัดการน้ำ 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ งบประมาณสนับสนุนค่าน้ำมันและเรือผลักดันน้ำ ปัจจุบันประชาชนและชุมชนต้องนำเรือท่องเที่ยวและเรือชมหิ่งห้อยออกมาช่วยผลักดันน้ำด้วยตนเอง และมีการเรี่ยไรเงินค่าน้ำมัน ซึ่งในฐานะประธานคณะกรรมาธิการติดตามการบริหารงบประมาณ วุฒิสภา มองว่าไม่ควรให้ประชาชนต้องแบกรับภาระนี้ ทั้งที่กระทรวงการคลังมีระเบียบว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการใช้จ่ายเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ข้อ 5.6.2 ที่เปิดทางให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สามารถอนุมัติงบประมาณจ่ายค่าน้ำมันเชื้อเพลิงและค่ากระแสไฟฟ้าสำหรับอุปกรณ์บรรเทาภัยได้ทันที จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลกำชับทุก อปท.ให้ปฏิบัติอย่างถูกต้องและรวดเร็ว พร้อมขอสนับสนุนให้ผู้บริหารท้องถิ่นและผู้อำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในพื้นที่ ใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย มาตรา 25 ในการสั่งรื้อถอน เคลื่อนย้าย สิ่งก่อสร้างหรือทำนบที่กีดขวางทางน้ำ
นอกจากนี้ จังหวัดสมุทรสงครามได้รับจัดสรรเรือผลักดันน้ำจากกรมชลประทานเพียง 4 ลำ จากสำนักชลประทานที่ 15 ภาคใต้ ขณะที่เรือผลักดันน้ำจากกองทัพเรืออีก 10 ลำเดินทางมาล่าช้า นอกจากนี้ เครื่องจักรขนาดใหญ่ของรัฐยังมีข้อจำกัดเรื่องความคล่องตัวในการติดตั้งใช้งาน ต่างจากเครื่องสูบน้ำแบบ ท่อซิ่ง ที่ติดตั้งและระบายน้ำได้รวดเร็วกว่า จึงขอให้รัฐบาลเร่งทบทวนความพร้อมของเครื่องจักรกลสาธารณภัยทั่วประเทศ และเร่งระดมเครื่องสูบน้ำเข้าพื้นที่สมุทรสงครามโดยด่วน เพื่อสูบน้ำออกจากสวนผลไม้และพื้นที่ทำกินของเกษตรกรให้เร็วที่สุดก่อนจะเกิดความเสียหายมากขึ้น
อรพรรณ ขันทองคำ /ข่าว
ลักขณา เทียกทอง /เรียบเรียง
