กมธ.แรงงาน วุฒิสภา เสนอจัดตั้งกรมกิจการแรงงานต่างด้าว แก้ปัญหาแรงงานข้ามชาติเป็นระบบ

อรพรรณ ขันทองคำ

6 ต.ค. 2569 11:21 น.8 ครั้ง
แชร์LINE
กมธ.แรงงาน วุฒิสภา เสนอจัดตั้งกรมกิจการแรงงานต่างด้าว แก้ปัญหาแรงงานข้ามชาติเป็นระบบ

6 ต.ค. 69 - กมธ.แรงงาน วุฒิสภา เสนอ 7 แนวทางบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวจังหวัดระนอง ชูจัดตั้งกรมกิจการแรงงานต่างด้าว พัฒนาฐานข้อมูลแรงงานเรียลไทม์ นำเข้าแรงงานผ่านระบบ MOU-G to G และทบทวนอาชีพสงวนสอดคล้องสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อแก้ปัญหาแรงงานข้ามชาติเป็นระบบ

การประชุมวุฒิสภาที่มีนายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา คนที่สอง เป็นประธานการประชุมได้พิจารณารายงานการพิจารณาศึกษา เรื่องแนวทางการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว กรณีศึกษา จังหวัดระนอง : ความท้าทาย นโยบาย และผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งคณะกรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภา พิจารณาเสร็จแล้ว

นายนิรุตติ สุทธินนท์ ประธานคณะกรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภา นำเสนอรายงานว่าแรงงานต่างด้าวยังมีความจำเป็นต่อระบบเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของประเทศ โดยเฉพาะภาคเกษตร ประมง อุตสาหกรรม และก่อสร้าง โดยเฉพาะจังหวัดระนองซึ่งมีความจำเป็นต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมาในภาคเกษตรและประมง ซึ่งสามารถสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวมของจังหวัดเฉลี่ยประมาณ 30,000 ล้านบาทต่อปี อย่างไรก็ตาม การจ้างแรงงานต่างด้าวมีทั้งประโยชน์และปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งปัญหาการลักลอบเข้าเมือง การทำงานผิดกฎหมาย ภาระด้านสาธารณสุข และผลกระทบต่อชุมชน คณะกรรมาธิการฯ จึงจัดทำรายงานการศึกษาดังกล่าวเพื่อเสนอแนวทางต่อรัฐบาล

ด้านนางนงลักษณ์ ก้านเขียว เลขานุการคณะกรรมาธิการฯ และประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านการจัดหางานและพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวว่า จังหวัดระนองเป็นเมืองหน้าด่าน มีแนวชายแดนติดกับประเทศเมียนมาทั้งทางบก ลำน้ำ และทะเลอันดามัน รวมระยะทางประมาณ 169 กิโลเมตร จึงเป็นพื้นที่แรกรับแรงงานข้ามชาติชาวเมียนมาที่เดินทางเข้าสู่ประเทศไทย สำหรับรายงานการศึกษาครอบคลุมผลกระทบในหลายมิติ ทั้งด้านนโยบายและการบังคับใช้กฎหมาย ด้านเศรษฐกิจซึ่งประเทศไทยยังมีความจำเป็นต้องใช้แรงงานต่างด้าวทดแทนแรงงานไทยในบางภาคส่วน และด้านสังคมจากปัญหาการลักลอบเข้าเมือง วิถีชีวิตของชุมชน และความแตกต่างทางวัฒนธรรม โดยมีข้อเสนอเบื้องต้นให้จัดตั้งหน่วยงานเฉพาะด้านแรงงานต่างด้าว และพัฒนาระบบดิจิทัลเพื่อบริหารจัดการข้อมูลแรงงานอย่างเป็นระบบ

ขณะที่ ผศ.ดร.ฉัตรแก้ว เภาวิเศษ ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการฯ กล่าวเพิ่มเติมถึงสถานการณ์ในจังหวัดระนองพบว่า จำนวนแรงงานเมียนมาเพิ่มจาก 31,893 คนในปี 2564 เป็น 44,916 คน ณ เดือนมิถุนายน 2568 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 40.9 ขณะเดียวกันยังพบการลักลอบเข้าเมืองและการทำงานผิดกฎหมาย รวมถึงการทำงานในอาชีพที่สงวนไว้สำหรับคนไทย เช่น การเร่ขายสินค้า งานเสริมสวย และการขับรถรับจ้างหรือไรเดอร์ ด้านความมั่นคง พบว่าลักษณะพื้นที่ชายแดนทางทะเลและเกาะแก่งบางส่วน รวมถึงแนวเขตแดนไทย-เมียนมาที่ยังไม่มีข้อยุติบางจุด เป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการลักลอบขนส่งแรงงาน การทำประมงผิดกฎหมาย และการค้ายาเสพติด ส่วนด้านการศึกษา พบว่าจังหวัดระนองมีศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติที่ถูกต้องตามกฎหมายเพียงแห่งเดียว คือ ศูนย์การเรียนรู้ระนองธานี แต่ยังมีข้อจำกัดด้านงบประมาณและทัศนคติของคนในพื้นที่ ด้านสาธารณสุข โรงพยาบาลต้องรับภาระค่าใช้จ่ายเด็กต่างด้าว รวมถึงแรงงานที่ไม่มีประกันสังคมหรือประกันสุขภาพ โดยสาธารณสุขจังหวัดระนองมีค่าใช้จ่ายส่วนนี้กว่า 4.6 ล้านบาทในปี 2567 และสะสมช่วงปี 2564-2568 เกือบ 20 ล้านบาท

สำหรับข้อเสนอเชิงนโยบาย คณะกรรมาธิการฯ เสนอ 7 แนวทางสำคัญ ได้แก่ จัดตั้ง กรมกิจการแรงงานต่างด้าว เพื่อกำกับดูแลแรงงานข้ามชาติอย่างเป็นระบบและมีเอกภาพ จัดทำฐานข้อมูลแรงงานแห่งชาติในรูปแบบ Digital Platform เชื่อมโยงข้อมูลแบบเรียลไทม์ เพื่อวางแผนความต้องการแรงงาน ติดตามการเปลี่ยนนายจ้าง และตรวจสอบแรงงานที่หลบหนีหรือทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต ผลักดันการนำเข้าแรงงานไร้ฝีมือผ่านระบบ MOU หรือ G to G โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรม เกษตร ประมง และก่อสร้างขนาดใหญ่ เพื่อให้การนำเข้าแรงงานเป็นระบบมากขึ้น ทบทวนกฎหมายและรายการอาชีพสงวนสำหรับคนไทยให้สอดคล้องกับสภาพการจ้างงานจริงในปัจจุบัน ลดปัญหาการจ้างแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย ศึกษารูปแบบการบริหารแรงงานจากสิงคโปร์และเกาหลีใต้ เน้นการคัดกรองทักษะและภาษา การเสียภาษี การกำหนดเงื่อนไขการเปลี่ยนนายจ้าง และการมีส่วนร่วมของนายจ้างในการรับผิดชอบด้านสุขภาพของแรงงานการเชื่อมโยงการบริหารแรงงานกับการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ โดยยกระดับทักษะแรงงานไทยเข้าสู่ภาคบริการและธุรกิจมูลค่าสูง ควบคู่กับการจัดหาแรงงานต่างด้าวสำหรับภาคเศรษฐกิจที่ยังขาดแคลน และส่งเสริมทักษะด้านภาษาให้เด็กและเยาวชนในพื้นที่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านการสื่อสารและการอยู่ร่วมกันในพื้นที่

อรพรรณ ขันทองคำ /ข่าว
ลักขณา เทียกทอง /เรียบเรียง