นางสาวภิญญาพัชญ์ ศันสนียชีวิน สมาชิกวุฒิสภา (สว.) อภิปรายรายงานประจำปีของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) สำหรับปี พ.ศ. 2567 ว่า รายงานดังกล่าวสะท้อนข้อกังวลต่อความเสี่ยงเชิงโครงสร้างและความยั่งยืนทางการเงินของกองทุน ซึ่งกำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ วินัยการเงินการคลัง และภาระของประชาชนทั้งประเทศ ซึ่งตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อรักษาระดับราคาน้ำมันในประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมในภาวะวิกฤต แต่ผลการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2567 กลับแสดงให้เห็นว่ากองทุนกำลังประสบวิกฤตเสียเอง โดย ณ วันที่ 30 กันยายน 2567 ฐานะการเงินสุทธิยังคงติดลบสูงถึงเกือบ 100,000 ล้านบาท ทั้งบัญชีน้ำมันสำเร็จรูปและบัญชีก๊าซ LPG ตลอดปี 2567 กองทุนมีรายได้รวมเพียง 53,000 ล้านบาท แต่มีรายจ่ายสูงถึงเกือบ 90,000 ล้านบาท
นางสาวภิญญาพัชญ์ กล่าวว่า สาเหตุสำคัญมาจากการเข้าอุดหนุนและตรึงราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลให้อยู่ในช่วง 30–33 บาทต่อลิตร และตรึงราคาก๊าซหุงต้ม LPG ไว้ที่ 423 บาทต่อถัง (15 กิโลกรัม) เป็นเวลานาน ท่ามกลางภาวะราคาพลังงานตลาดโลกผันผวนและค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง ส่งผลให้สำนักงานกองทุนฯ ต้องกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินเต็มวงเงิน สร้างภาระหนี้กู้ยืมระยะยาวในระดับสูง โดยมีหนี้ที่ครบกำหนดชำระคืนภายใน 1 ปี สูงถึง 10,000 ล้านบาท ซึ่งทำให้ดอกเบี้ยจ่ายและค่าธรรมเนียมพุ่งสูงขึ้นจากปี 2566 ถึงประมาณ 3.7 เท่า นอกจากนี้ ในปี 2567 คณะรัฐมนตรี (ครม.) ยังมีมติให้ขยายระยะเวลาการจ่ายเงินชดเชยแก่เชื้อเพลิงชีวภาพออกไปอีก 2 ปี จนถึงวันที่ 24 กันยายน 2569 แม้จะช่วยลดผลกระทบต่อเกษตรกรผู้ปลูกพืชพลังงานและผู้บริโภค แต่ก็กลายเป็นภาระผูกพันทางการเงินที่กองทุนต้องแบกรับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นางสาวภิญญาพัชญ์ ได้เสนอข้อสังเกตและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายไปยังรัฐบาลและสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 2 ข้อ ได้แก่ จัดทำแผนชำระหนี้ 100,000 ล้านบาทที่เป็นรูปธรรม สกนช. ต้องมีแผนงานชัดเจนว่าจะนำเงินจากแหล่งใดมาทยอยชำระคืนต้นเงินกู้ โดยไม่กระทบต่อวินัยการเงินการคลังและไม่สร้างภาระซ้ำซ้อนให้ประชาชนในอนาคต และปรับเปลี่ยนกลไกการอุดหนุนพลังงาน ควรยุติการอุดหนุนแบบหว่านแหและถอยจากการอุดหนุนทั่วหน้า โดยนำระบบฐานข้อมูลมาใช้ช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้มีรายได้น้อย ขนส่งสาธารณะ และผู้ประกอบการรายย่อยที่ได้รับผลกระทบอย่างแท้จริง เพื่อลดการสูญเสียงบประมาณโดยไม่จำเป็น
นางสาวภิญญาพัชญ์ กล่าวว่า หากปล่อยให้กองทุนน้ำมันฯ แบกรับภาระหนี้สินเกินกว่า 100,000 ล้านบาท โดยไม่มีแผนแก้ไขเชิงโครงสร้างที่ชัดเจน กองทุนฯ อาจไม่เพียงแต่หมดสภาพการเป็นเกราะป้องกันวิกฤต แต่อาจกลายเป็นชนวนวิกฤตทางการเงินเสียเอง จึงขอส่งข้อเสนอแนะดังกล่าวให้คณะรัฐมนตรี กระทรวงพลังงาน และสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง นำไปพิจารณากำหนดนโยบายเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติต่อไป
คริส พุทธชาติ /ข่าว
ลักขณา เทียกทอง /เรียบเรียง
