สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคภูมิใจไทย นำโดย นายคงกฤช รามศักดิ์ สส. จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และนายฤทธิรงค์ ภูมิสวัสดิ์ สส. จังหวัดมหาสารคาม ร่วมกันแถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโครงการโซลาร์ภาคประชาชน โดยนายคงกฤช กล่าวว่า ในช่วง 2–3 วันที่ผ่านมามีผู้ไม่หวังดีพยายามบิดเบือนข้อมูล ตนจึงขอยืนยันว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่ดีของรัฐบาลที่มุ่งสนับสนุนให้ประชาชนติดแผงโซลาร์เซลล์เพื่อลดค่าครองชีพและสร้างรายได้จากการขายไฟฟ้าคืนให้แก่รัฐบาล ซึ่งรัฐบาลมีการสนับสนุนเงินจำนวน 50,000 บาท พร้อมจัดหาช่องทางสินเชื่อให้ประชาชนกู้ยืมเพิ่มเติม สำหรับข้อกล่าวหาเรื่องการล็อกสเปกผู้ติดตั้งนั้น ตนขอชี้แจงว่าไม่เป็นความจริง ปัจจุบันมีผู้ประกอบการอยู่ในรายชื่อผู้ขาย (Vendor list) ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคมากกว่า 100 ราย มีตั้งแต่ขนาดเล็ก ขนาดกลาง ไปจนถึงขนาดใหญ่ ส่วนสาเหตุที่รัฐบาลต้องกำหนดหลักเกณฑ์และคุณสมบัติของผู้ติดตั้งอย่างเข้มงวด เนื่องจากการติดตั้งโซลาร์เซลล์ต้องได้มาตรฐานและความปลอดภัยจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงมหาดไทย และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เพื่อให้ประชาชนสามารถคืนทุนได้ภายในระยะเวลา 6–7 ปี มุ่งเน้นให้ประชาชนได้รับผลประโยชน์สูงสุดภายใต้การดำเนินงานของรัฐบาล นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ยึดหลักพูดแล้วทำ
ด้าน นายฤทธิรงค์ กล่าวว่า ในส่วนของโครงการโซลาร์ภาคประชาชน การกำหนดคุณสมบัติผู้ติดตั้งมีเป้าหมายเพื่อป้องกันปัญหาบริษัทไร้ศักยภาพเข้ามารับงานติดตั้งจำนวนมากแล้วทิ้งงาน สร้างความเสียหายแก่ประชาชน ปัจจุบันมีผู้ประกอบการลงทะเบียนใน Vendor list ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและการไฟฟ้านครหลวงรวมกว่า 1,000 ราย นอกจากนี้ การวางหลักประกันสัญญา (Bank Guarantee: BG) ไม่ใช่การบังคับให้นำเงินสดไปวางตามที่มีการบิดเบือน แต่เป็นการใช้หนังสือค้ำประกันจากธนาคาร โดยจะมีการคืน BG จำนวน 10,000 บาทแรกเมื่อเชื่อมต่อระบบเรียบร้อย ส่วนอีก 10,000 บาทจะวางค้ำประกันไว้ตลอดระยะเวลา 7 ปี ซึ่งตรงกับระยะเวลาสัญญากู้เงิน 90,000 บาทของประชาชนกับธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อการันตีว่าบริษัทจะไม่ทิ้งการดูแลประชาชนหากเกิดกรณีชำรุด ฟ้าผ่า หรือไฟไหม้ โดยโครงการนี้ตั้งเป้าหมาย 1 ล้านสิทธิ์ ทำสัญญาซื้อขายไฟกับการไฟฟ้า 20 ปี 10 เดือน เปิดลงทะเบียนถึงวันที่ 31 มกราคม 2570 และต้องติดตั้งให้เสร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2570
นอกจากนี้ นายฤทธิรงค์ ยังกล่าวถึงความคืบหน้ามาตรการลดราคาน้ำมันและบรรเทาภาระค่าครองชีพ ว่า เมื่อช่วงวันที่ 27–29 ตุลาคมที่ผ่านมา รัฐบาลและกระทรวงพลังงานได้ดำเนิน 3 มาตรการสำคัญ ได้แก่ มาตรการแรก คือ การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน B20 และ E20 ลงประมาณ 5.5–5.6 บาทต่อลิตร เป็นเวลา 3 เดือน ส่งผลให้ราคาขายปลีก B20 และ E20 คงเหลือประมาณ 33.34 บาทต่อลิตร
ส่วนมาตรการที่สอง คือ การยกเลิกต้นทุนสมมติ ในโครงสร้างราคาน้ำมัน ที่ค้างสะสมมานานกว่า 22 ปี (ตั้งแต่ปี 2547) จำนวน 4 รายการ ได้แก่ ค่าขนส่ง ค่าประกัน ค่าสูญเสีย และค่าสำรองน้ำมันดิบ โดย นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ลงนามปรับปรุงสูตรการคำนวณราคา ช่วยประหยัดต้นทุนได้ประมาณ 30 ล้านบาทต่อวัน (ราว 10,839 ล้านบาทต่อปี) ส่งผลให้ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2569 น้ำมันดีเซล B7 ปรับลดราคาขายปลีก 1 บาทต่อลิตร และแก๊สโซฮอล์ 91 กับ 95 ลดลงลิตรละ 50 สตางค์
ขณะที่มาตรการที่สาม คือ การปรับลดราคาดีเซลหน้าโรงกลั่น สำหรับ B0 B7 และ B20 ลง 2 บาทต่อลิตร ในช่วงวันที่ 1–30 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้
ทั้งนี้ มาตรการทั้งหมดไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุนให้ผู้ใช้รถและผู้ประกอบการขนส่งเท่านั้น แต่ยังช่วยส่งเสริมการใช้พืชเกษตรไทย เช่น อ้อย มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน ในการผลิตไบโอดีเซลและเอทานอล สร้างมูลค่าเพิ่มให้เกษตรกรเปรียบเหมือนมีบ่อน้ำมันในสวน ซึ่งถือเป็นความกล้าหาญของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่เข้ามาแก้ไขปัญหาโครงสร้างราคาน้ำมันที่ไม่เคยมีรัฐบาลใดทำมาก่อนในรอบ 22 ปี
คณรัตน์ ยินดีมิตร / ข่าว
อรุณี ตันศักดิ์ดา / เรียบเรียง
