รัฐบาล เผยราคาสินค้าเกษตรปรับสูงขึ้น ย้ำเดินหน้ามาตรการเพิ่มรายได้-ลดรายจ่ายควบคู่กัน

คริส พุทธชาติ

7 พ.ย. 2569 14:15 น.10 ครั้ง
แชร์LINE
รัฐบาล เผยราคาสินค้าเกษตรปรับสูงขึ้น ย้ำเดินหน้ามาตรการเพิ่มรายได้-ลดรายจ่ายควบคู่กัน

7 พ.ย. 69 -โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยราคาสินค้าเกษตรล่าสุด มันสำปะหลังเพิ่มขึ้น 80.75% ยางแผ่นดิบ 53.79% และข้าวเปลือกเจ้าประมาณ 40% ระบุการประเมินเศรษฐกิจควรพิจารณาทั้งรายได้และรายจ่าย พร้อมย้ำรัฐบาลเดินหน้ามาตรการเพิ่มรายได้เกษตรกรและลดค่าครองชีพประชาชนควบคู่กัน

นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าราคาสินค้าเกษตรสำคัญล่าสุดปรับตัวสูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหลายรายการ เป็นปัจจัยบวกต่อรายได้ครัวเรือนเกษตร ขณะที่ประชาชนยังเผชิญแรงกดดันจากราคาพลังงานและค่าครองชีพ ทั้งนี้ รัฐบาลรับฟังความเห็นที่ว่าราคาสินค้าเกษตรที่เพิ่มขึ้นอาจยังไม่เพียงพอชดเชยภาระค่าใช้จ่าย แต่เห็นว่าการประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจควรพิจารณาข้อมูลทั้งด้านรายได้และรายจ่ายประกอบกัน

นายเอกภพ กล่าวว่าข้อมูลล่าสุดพบว่ามันสำปะหลังเดือนตุลาคม 2569 ราคา 3.85 บาทต่อกิโลกรัม จาก 2.13 บาทในเดือนเดียวกันปีก่อน เพิ่มขึ้น 80.75% ขณะที่ยางแผ่นดิบชั้น 3 อยู่ที่ 82.14 บาทต่อกิโลกรัม จาก 53.41 บาท เพิ่มขึ้น 53.79% ข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 15% อยู่ที่ 9,073 บาทต่อตัน จาก 6,471 บาท เพิ่มขึ้นประมาณ 40% ส่วนข้าวเปลือกหอมมะลิความชื้น 15% อยู่ที่ 17,853 บาทต่อตัน จาก 15,931 บาท เพิ่มขึ้น 12% ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ความชื้น 14.5% ราคา 9.36 บาทต่อกิโลกรัม จาก 8.83 บาท เพิ่มขึ้น 6% และปาล์มน้ำมันทั้งทะลายอยู่ที่ 8.02 บาทต่อกิโลกรัม จาก 7.27 บาท เพิ่มขึ้น 10.32%

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่ารัฐบาลตระหนักถึงภาระค่าครองชีพ โดยเฉพาะราคาพลังงานที่ผันผวนตามตลาดโลก ขณะเดียวกัน ราคาสินค้าเกษตรหลายรายการที่เพิ่มขึ้นเป็นข้อมูลอีกด้านที่ควรนำมาประกอบการประเมินผลกระทบต่อรายได้เกษตรกร อย่างไรก็ตาม รายได้จากผลผลิตที่สูงขึ้นไม่สามารถชดเชยค่าครองชีพของประชาชนทุกกลุ่มได้ทั้งหมด จึงจำเป็นต้องดำเนินมาตรการเพิ่มรายได้และลดรายจ่ายควบคู่กัน

สำหรับมาตรการที่รัฐบาลดำเนินการ นายเอกภพ กล่าวว่ามีทั้งการลดค่าไฟฟ้า 200 หน่วยแรกเหลือหน่วยละ 3 บาท เพื่อลดภาระครัวเรือน และโครงการโซลาร์ภาคประชาชน ซึ่งเปิดโอกาสให้ครัวเรือนผลิตไฟฟ้าใช้เองและขายไฟฟ้าส่วนเกินเข้าสู่ระบบ เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มรายได้ นอกจากนี้ ยังมีการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน E20 และ B20 เพื่อให้มีส่วนต่างราคาจากน้ำมันพื้นฐานเกือบ 10 บาทต่อลิตร ส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ ลดค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงและการนำเข้าน้ำมันในอนาคต โดยเห็นว่าการใช้ E20 และ B20 ที่เพิ่มขึ้นจะช่วยเพิ่มความต้องการอ้อย มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน ซึ่งเป็นวัตถุดิบผลิตเอทานอลและไบโอดีเซล เป็นการขยายตลาดให้ผลผลิตเกษตรเพิ่มเติมจากการบริโภคและการส่งออก

นายเอกภพ กล่าวว่าการส่งเสริมพืชพลังงานจะช่วยให้รายได้จากการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพหมุนเวียนกลับสู่ภาคเกษตร และลดรายจ่ายในการนำเข้าพลังงาน โดยรัฐบาลมุ่งเพิ่มรายได้ประชาชน ควบคู่กับการลดค่าใช้จ่ายที่จำเป็น ทั้งค่าไฟฟ้าและเชื้อเพลิง รวมถึงเพิ่มทางเลือกด้านพลังงานและตลาดรองรับผลผลิตเกษตร

ทั้งนี้ รัฐบาลจะเดินหน้าดูแลราคาสินค้าเกษตรตามกลไกตลาด ขยายตลาดส่งออก บริหารช่วงเวลาการนำเข้า และสร้างความต้องการใช้ผลผลิตภายในประเทศ ควบคู่กับมาตรการลดค่าครองชีพ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างรายได้เกษตรกร ต้นทุนผู้ประกอบการ และกำลังซื้อของประชาชน ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

คริส พุทธชาติ /ข่าว
ลักขณา เทียกทอง /เรียบเรียง