ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ที่ประชุมได้พิจารณารับทราบรายงานกิจการประจำปี งบดุล และบัญชีกำไรขาดทุนของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ( SME Bank) สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2568 นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย อภิปรายสนับสนุนรายงาน พร้อมเสนอแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย
นายธนกร กล่าวว่า ตนให้ความสำคัญกับรายงานฉบับนี้เป็นพิเศษ เนื่องจากเคยร่วมงานกับ SME Bank ในการลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยทั่วประเทศ โดยรายงานระบุว่า ธนาคารมียอดเบิกสินเชื่อรวม 79,000 ล้านบาท ให้แก่ผู้ประกอบการ 7,817 ราย มีสินเชื่อคงค้างประมาณ 99,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 0.88 มีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) อยู่ที่ประมาณร้อยละ 7.90 และมีกำไรสุทธิประมาณ 261 ล้านบาท พร้อมระบุว่า SME Bank เป็นสถาบันการเงินหลักของรัฐที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยให้สามารถฟื้นตัวและดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากหาก SME อยู่ได้ เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศก็จะเข้มแข็งตามไปด้วย
นายธนกร กล่าวต่อว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ประกอบการ SME ประมาณ 3.3 ล้านราย ก่อให้เกิดการจ้างงาน 13.6 ล้านคน และมีมูลค่าทางเศรษฐกิจประมาณ 6.6 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 34.8 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญคือการเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทยในปี 2568 พบว่าสินเชื่อ SME ในระบบสถาบันการเงินหดตัวร้อยละ 1.3 ขณะที่ผลการศึกษาของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ พบว่า SME ประมาณ 3 ใน 10 กิจการต้องปิดตัวลงภายใน 5 ปีแรก และเมื่อดำเนินธุรกิจครบ 10 ปี จะเหลืออยู่เพียงครึ่งหนึ่ง ทั้งนี้ แม้สินเชื่อจะช่วยเพิ่มโอกาสในการผลิต แต่ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าสามารถทำให้ธุรกิจขยายตัวได้ จึงจำเป็นต้องพัฒนาเทคโนโลยี ทักษะการบริหารจัดการ และเพิ่มโอกาสด้านการตลาดควบคู่กับการสนับสนุนเงินทุน
นายธนกร กล่าวอีกว่า จากประสบการณ์ในช่วงปลายปี 2568 ตนได้ร่วมกับ SME Bank เปิดโครงการศูนย์ฝ่าฟันดัน SME จำนวน 96 แห่งทั่วประเทศ ภายใต้แนวคิด 3 เติม ประกอบด้วย 1. เติมทุน ด้วยสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 3 เป็นเวลา 3 ปี วงเงินสูงสุด 15 ล้านบาท และระยะเวลาผ่อนชำระสูงสุด 10 ปี เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการ 2. เติมความรู้ ผ่านแพลตฟอร์มพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีและการตลาด และ 3. เติมโอกาส ผ่านมาตรการ 3 ลดปลดหนี้ ได้แก่ ลดค่างวด ลดเงินต้น และลดดอกเบี้ย จึงฝากถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมคนใหม่ หากเห็นว่าโครงการดังกล่าวยังเป็นประโยชน์ ขอให้พิจารณาสานต่อ เนื่องจาก SME ทั้ง 3.3 ล้านราย เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
นายธนกร กล่าวในตอนท้ายว่า รายงานหน้า 91 ระบุว่า ในปี 2568 SME Bank มีส่วนช่วยสร้างเงินหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ 362,000 ล้านบาท และรักษาการจ้างงานได้ถึง 6.2 ล้านคน จึงฝากข้อเสนอถึงรัฐบาลและ SME Bank 3 ประการ ได้แก่ 1. เพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงสินเชื่อ 2. ประเมินผลจากความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ โดยติดตามว่าผู้ประกอบการมีรายได้และผลิตภาพเพิ่มขึ้นหรือไม่ และ 3. ป้องกันการเกิดหนี้เสียตั้งแต่ต้นทาง ด้วยการปรับโครงสร้างหนี้ให้เหมาะสมกับศักยภาพของลูกหนี้ พร้อมย้ำว่า ความสำเร็จของ SME Bank ไม่ควรวัดเพียงยอดสินเชื่อที่ปล่อยออกไป แต่ต้องวัดจากความเข้มแข็งของผู้ประกอบการที่ได้รับความช่วยเหลือให้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
อัญชิสา ก่อกิจฤกษ์ชัย /ข่าว
ลักขณา เทียกทอง /เรียบเรียง
