22 ก.ค. 69 - สว.วิธาวีร์ ตั้งข้อสังเกตนโยบาย 1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา ห่วงหน้าที่ทับซ้อน อสม. ชี้การอบรมระยะสั้นไม่เทียบเท่าพยาบาลวิชาชีพ เสี่ยงทำหัตถการเกินขอบเขต พร้อมเรียกร้องรัฐใช้งบฯ อย่างคุ้มค่า

image

          ดร.วิธาวีร์ ประทุมสวัสดิ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) เปิดเผยถึงนโยบาย 1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา ของกระทรวงสาธารณสุข ว่า มีความเป็นห่วงเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายดังกล่าว โดยเฉพาะประเด็นการทำงานที่อาจซ้ำซ้อนกับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ด้านสุขภาพในชุมชนอยู่แล้ว
          ดร.วิธาวีร์ กล่าวว่า ในวันที่รัฐบาลแถลงนโยบาย ตนได้อภิปรายและตั้งข้อสังเกตถึงความชัดเจนของบทบาทพยาบาลอาสา เนื่องจากเมื่อพิจารณาหน้าที่ที่เปิดรับสมัคร พบว่ามีหลายส่วนที่ใกล้เคียงกับงานของ อสม. จึงมีคำถามว่าการใช้ชื่อ พยาบาลอาสา ซึ่งอาจทำให้ประชาชนเข้าใจว่าเป็นพยาบาลวิชาชีพ จะสร้างความสับสนเกี่ยวกับขอบเขตการทำงานและความคาดหวังของประชาชนหรือไม่
          นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับการทำหัตถการทางการพยาบาล เนื่องจากผู้ที่ไม่ได้เป็นพยาบาลวิชาชีพและไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ย่อมไม่สามารถดำเนินการบางอย่างที่อยู่ในขอบเขตวิชาชีพได้ เช่น การใส่สายให้อาหารทางจมูก หรือการใส่สายสวนปัสสาวะ หากมีการปฏิบัติงานเกินขอบเขต อาจนำไปสู่ความเสี่ยงทางกฎหมายและส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชน
          ดร.วิธาวีร์ กล่าวต่อว่า พยาบาลอาสาเป็นผู้ที่ผ่านการอบรมในระยะเวลาประมาณ 30-240 ชั่วโมง ขณะที่พยาบาลวิชาชีพต้องใช้เวลาเรียนและฝึกปฏิบัติหลายปี รวมถึงต้องสอบและได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพก่อนจึงจะสามารถปฏิบัติงานในวิชาชีพได้ ดังนั้น จึงควรกำหนดบทบาท หน้าที่ และขอบเขตการปฏิบัติงานของพยาบาลอาสาให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนและลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชน
          ส่วนด้านงบประมาณ ดร.วิธาวีร์ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวตั้งเป้าหมายบุคลากรไว้กว่า 70,000 คน ขณะที่ระยะแรกมีการเปิดรับสมัครประมาณ 7,256-10,000 คน ซึ่งภาครัฐจะต้องใช้งบประมาณในการดำเนินโครงการ ทั้งค่าตอบแทน การฝึกอบรม และอุปกรณ์ที่จำเป็น โดยเห็นว่าควรพิจารณาอย่างรอบคอบว่าจะเกิดความซ้ำซ้อนกับบุคลากรและระบบสาธารณสุขที่มีอยู่เดิมหรือไม่
          นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงหลักเกณฑ์การคัดเลือกที่เปิดรับผู้สมัครในช่วงอายุ 20-70 ปี และใช้วิธีการสัมภาษณ์เป็นหลัก ซึ่งอาจทำให้เกิดข้อกังวลเรื่องความโปร่งใสและการใช้ดุลพินิจ จึงอยากให้กระทรวงสาธารณสุขกำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน ตรวจสอบได้ และคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ โดยตนในฐานะอดีตพยาบาลวิชาชีพ มีความห่วงใยต่อระบบสาธารณสุขและการใช้งบประมาณแผ่นดิน โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ประเทศไทยยังขาดแคลนบุคลากรด้านการพยาบาล จึงเห็นว่ารัฐควรพิจารณาใช้งบประมาณเพื่อเพิ่มศักยภาพและดูแลบุคลากรที่มีอยู่เดิมให้เต็มประสิทธิภาพ
          ทั้งนี้ ปัจจุบันมีพยาบาลวิชาชีพในระบบกว่า 120,000 คน แต่ยังมีบุคลากรบางส่วนที่ทำงานในลักษณะจ้างเหมาหรือรายวัน จึงอยากให้รัฐพิจารณานำงบประมาณที่ใช้กับโครงการใหม่ไปสนับสนุนและสร้างความมั่นคงให้บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญอยู่แล้ว เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการจากบุคลากรที่มีมาตรฐานและเป็นไปตามหลักวิชาชีพ
          ดร.วิธาวีร์ ย้ำว่า นโยบายด้านสุขภาพควรดำเนินการด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นหลัก พร้อมเรียกร้องให้กระทรวงสาธารณสุขชี้แจงรายละเอียดของโครงการ ทั้งบทบาทหน้าที่ หลักเกณฑ์การคัดเลือก และการใช้งบประมาณให้ชัดเจน เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าและไม่ซ้ำซ้อนกับระบบสาธารณสุขที่มีอยู่เดิม

ทัดดาว ทองอิ่ม / ข่าว
ลักขณา เทียกทอง / เรียบเรียง

ประมวลผลภาพ

วิดีโอ