24 ม.ค.69 - ประธานที่ปรึกษากมธ.กฎหมายฯ วุฒิสภา มอง ปัญหาเชิงโครงสร้างของตำรวจ ส่งผลการแต่งตั้งโยกย้าย-การทำคดี-การตรวจสอบในองค์กร ทำประชาชนขาดความเชื่อมั่น แนะต้องปฏิรูป มีความอิสระ ไม่เกรงกลัวผู้มีอำนาจ

image

          พล.ต.ท.วันไชย เอกพรพิชญ์ ประธานที่ปรึกษากรรมาธิการการกฎหมายและการยุติธรรม วุฒิสภา กล่าวถึงกรณีที่องค์กรตำรวจ ถูกมองว่าเป็นต้นน้ำของกระบวนการยุติธรรมว่า ตำรวจเป็นหน่วยแรกของรัฐที่เข้าถึงที่เกิดเหตุ มีอำนาจตามกฎหมายในการเก็บรวบรวมพยาน หลักฐาน จัดทำสำนวนคดี โดยพนักงานสอบสวนส่งไปยังอัยการและศาล จึงถือเป็นต้นน้ำของกระบวนการยุติธรรม
          พล.ต.ท.วันไชย มองว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างของตำรวจ ที่ส่งผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรมของประชาชน คือ อำนาจแต่งตั้งโยกย้าย เป็นที่รู้กันว่า ไม่โปร่งใส ขาดกลไกการตรวจสอบ ใช้ดุลยพินิจสูง และไม่มีการถ่วงดุล ซึ่งกฎหมายให้อำนาจรวมศูนย์ผู้บังคับบัญชา อยู่ที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ ปัญหาอยู่ที่อำนาจผู้บังคับบัญชาสามารถแทรกแซงคดีได้ พนักงานสอบสวนในพื้นที่ก็ไม่กล้า สิ่งเหล่านี้มีผลกระทบต่อประชาชน ทำให้ถูกมองว่า เหตุใดคดีใหญ่ทำไมช้า แต่คดีเล็กดำเนินการเร็ว ทำให้ถูกมองว่าการบังคับใช้กฎหมายไม่เท่ากัน ดังนั้นเรื่องของโครงสร้าง รัฐธรรมนูญกำหนดให้รัฐต้องบริหารงานบุคคลตามระบบคุณธรรม แต่เรายังมีปัญหาในเรื่องของคุณธรรม มีการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่ง ทำให้เกิดส่วย นี่คือปัญหาของโครงสร้าง ถ้ายังมีปัญหาอยู่แบบนี้ผู้บังคับบัญชาก็จะอยู่เหนือกฎหมาย ทำให้เห็นว่า มีตำรวจชั้นผู้น้อยร้องเรียนผู้บังคับบัญชาอยู่บ่อยครั้ง ประชาชนขาดความเชื่อมั่น ซึ่งปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวตำรวจเอง แต่ปัญหาอยู่ที่โครงสร้างการรวมศูนย์ 
          พล.ต.ท.วันไชย กล่าวว่า อยากให้มีการแยกเรื่องของงานสอบสวนออกจากโครงสร้างการบังคับบัญชา คือ อาจจะมีหน่วยสอบสวนอิสระระดับชาติขึ้นมา หรือต้องปฏิรูประบบการแต่งตั้งโยกย้าย เช่น การเปิดเผยข้อมูลการแต่งตั้งโยกย้ายต่อสาธารณะได้ อีกทั้งอาจให้มีกลไกตรวจสอบจากบุคคลภายนอก เช่น นักกฎหมาย นักวิชาการ ภาคประชาชน เข้ามาร่วมกันเป็นคณะกรรมการอิสระตรวจสอบ เพราะถ้าไม่แก้โครงสร้างก่อน ต่อให้เปลี่ยนตัวผู้บังคับบัญชากี่ครั้ง ความไม่ยุติธรรมก็จะอยู่เหมือนเดิม 
          ส่วนที่หลายคดีถูกมองว่ามีสองมาตรฐานในการบังคับใช้กฎหมายนั้น พล.ต.ท.วันไชย มองว่า ปัญหาเกิดจากระบบเป็นหลัก เพราะถ้าระบบเปิดช่องมีการใช้ดุลยพินิจก็ตรวจสอบยากและไม่มีการถ่วงดุล อีกทั้งตัวบุคคลก็เป็นตัวเร่งให้เกิดปัญหา อาจมีเรื่องผลประโยชน์และอิทธิพลเข้ามาแทรกแซง โดยตามกฎหมาย วางหลักให้ตำรวจต้องปฏิบัติงานภายใต้หลักนิติธรรม ลองใช้ตรวจสอบได้คำนึงถึงสิทธิของประชาชน 
          ทั้งนี้ มองว่า การแก้ไขปัญหา ต้องยึดเรื่องความโปร่งใสเป็นหลัก ต้องให้การใช้ดุลยพินิจลดลง ต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาตรวจสอบ ประชาชนก็สามารถติดตามความคืบหน้าของคดีได้ว่าเหตุคดีล่าช้าหรือคืบหน้าอย่างไร ส่วนการร้องเรียนและการสอบสวนตำรวจต้องยกระดับให้มีอิสระ  และเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด 
          พล.ต.ท.วันไชย มองว่า กลไกตรวจสอบตำรวจในปัจจุบัน ก็มีการพัฒนาเรื่องการตรวจสอบภายในองค์กร แต่อาจจะมีข้อจำกัดเรื่องของโครงสร้าง และอำนาจปลายทางที่ยังต้องผ่านผู้บังคับบัญชา ซึ่งยังมีวัฒนธรรมองค์กรของตำรวจ คือการช่วยเหลือกันอยู่ ดังนั้นถ้าจะจะให้การตรวจสอบมีความเข้มแข็งขึ้นมาก็จะต้องให้มีอิสระ และแยกอำนาจการตรวจสอบออกมา ซึ่งต้องมีทั้งบุคลากรและงบประมาณ รวมถึงเชื่อมต่อไปยังองค์กรอิสระในการตรวจสอบอื่นๆด้วย 
          พล.ต.ท.วันไชย กล่าวอีกว่า การแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจด้วยระบบอุปถัมภ์ส่งผลกระทบต่อการทำคดี ทำให้ตำรวจไม่กล้าทำคดี โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวข้องกับผู้บังคับบัญชาเองหรือผู้มีอิทธิพล เพราะอาจจะส่งผลต่อตำแหน่งหน้าที่ ดังนั้น ถ้าไม่แก้ โครงสร้างการแต่งตั้งโยกย้าย ไม่ว่าจะเพิ่มกฎหมายอีกกี่ฉบับ ตำรวจก็ไม่กล้าชนผู้มีอำนาจ ตราบใดที่อนาคตตำรวจยังขึ้นอยู่กับมีคนหนุนหลังมากกว่าการทำคดีอย่างตรงไปตรงมา

 

คริส  พุทธชาติ ข่าว/เรียบเรียง (แฟ้มภาพ)

ประมวลผลภาพ

วิดีโอ