นายแพทย์ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การสาธารณสุข วุฒิสภา เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาเจตนารมณ์และวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากร่างประกาศสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่ ร่างประกาศการจ่ายค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุขสำหรับบริการนวัตกรรมด้านเวชกรรม พ.ศ. 2568 และร่างประกาศการกำหนดเงื่อนไขการจ่ายค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุข กรณีบริการดูแลตามอาการหรือรักษาโรคเบื้องต้นสำหรับหน่วยบริการที่รับส่งต่อเฉพาะด้านที่ให้บริการในระดับปฐมภูมิ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 โดยมีผู้แทน สปสช. และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมให้ข้อมูลว่า หน่วยบริการนวัตกรรม เป็นความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนและ สปสช.เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2562 โดยนำร่องจากร้านยา เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิและลดความแออัดในโรงพยาบาลรัฐ ต่อมาได้ขยายไปยังหน่วยบริการเอกชนหลายประเภทในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด - 19 และในปี 2567 ภายใต้นโยบาย 30 บาท รักษาทุกที่ ได้ยกระดับและเพิ่มประเภทหน่วยบริการนวัตกรรมเป็น 7 ประเภท ได้แก่ คลินิกเวชกรรม ทันตกรรม การพยาบาลและผดุงครรภ์ กายภาพบำบัด เทคนิคการแพทย์ แพทย์แผนไทย และร้านยา ปัจจุบันมีหน่วยบริการนวัตกรรมประมาณ 10,000 แห่ง และในปี 2568 มีการใช้บริการสูงถึง 31 ล้านครั้ง
อย่างไรก็ตาม จากการติดตามและประเมินผลพบปัญหาสำคัญ 3 ด้าน คือ งบประมาณที่เสี่ยงบานปลายจากระบบจ่ายแบบปลายเปิด ความไม่โปร่งใสในการเบิกจ่าย อาทิ การสวมสิทธิ์โดยไม่มีการรับบริการจริง และความคุ้มค่าที่ไม่สอดคล้องกับต้นทุนจริง โดยอัตราจ่ายเดิม 320 บาทต่อครั้งสูงกว่าต้นทุนค่ายาที่เฉลี่ยเพียง 31 บาท และสูงกว่าอัตราที่ประกันสังคมจ่ายให้คลินิกเครือข่าย ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหา คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จึงมีมติปรับหลักเกณฑ์ในปี 2569 ได้แก่ การปรับลดอัตราจ่ายค่ายาจาก 320 บาทเหลือ 180 บาทต่อครั้ง เปลี่ยนระบบงบประมาณเป็นแบบปลายปิด โดยจัดสรรโควตาการใช้บริการ เพิ่มความเข้มงวดในการยืนยันตัวตนด้วยระบบสแกนใบหน้าเพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์ และทบทวนศักยภาพของหน่วยบริการร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ ทั้งนี้ สถานพยาบาลที่เข้าร่วมต้องขึ้นทะเบียนตามพระราชบัญญัติสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ พ.ศ. 2559 และผู้ปฏิบัติงานต้องมีใบประกอบวิชาชีพ เพื่อให้การบริหารงบประมาณมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสอดคล้องกับต้นทุนจริง
ภายหลังการพิจารณา กมธ.ได้มีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะว่า สปสช.ควรมีข้อมูลเชิงประจักษ์เกี่ยวกับประเด็นการเปิดหน่วยบริการนวัตกรรมจะช่วยลดความแออัดในโรงพยาบาลใหญ่ได้จริง หรือไม่ นอกจากนี้ ควรมีการหารือร่วมกับผู้ประกอบการภาคเอกชนก่อนออกนโยบายหรือการปรับหลักเกณฑ์การจ่ายเงิน ไม่ใช่เพียงหารือเฉพาะภายใน สปสช. เพื่อให้ฝ่ายผู้ประกอบการสามารถดำเนินกิจการได้โดยไม่ประสบภาวะขาดทุน รวมถึงต้องมีระบบตรวจสอบอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์หรือการเบิกจ่ายที่เป็นเท็จ และการอนุญาตให้คลินิกเข้าร่วมโครงการ ควรพิจารณาจากความจำเป็นของพื้นที่เป็นหลัก ดังนั้น ควรมีการจำกัดการเปิดในพื้นที่ที่มีหน่วยบริการเพียงพอแล้ว อาทิ พื้นที่ต่างจังหวัดซึ่งมีโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ดูแลอยู่แล้ว และส่งเสริมให้เปิดในพื้นที่จำเป็น อาทิ กรุงเทพมหานคร ที่มีประชากรหนาแน่นและมีความจำเป็นใช้บริการนอกเวลาราชการ
อรุณี ตันศักดิ์ดา ข่าว/เรียบเรียง
กมธ.การสาธารณสุข วุฒิสภา ข้อมูล/แฟ้มภาพ