17 มี.ค. 69 - วุฒิสภา รับทราบรายงานแนวทางการให้ความคุ้มครองและช่วยเหลือเพื่อบรรเทาปัญหาการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม กรณีลูกจ้างเกือบ 900 คน ถูกลอยแพไร้ค่าชดเชย ด้าน “นันทนา” ชี้ต้องแก้กฎหมาย “ลำดับบุริมสิทธิ” ให้ลูกจ้างมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้ที่มีหลักประกัน  

image

          ที่ประชุมวุฒิสภา รับทราบรายงานแนวทางการให้ความคุ้มครองและช่วยเหลือเพื่อบรรเทาปัญหาการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม ที่คณะกรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภา พิจารณาเสร็จแล้ว โดยนายนิรุตติ สุทธินนท์ ประธานกรรมาธิการฯ กล่าวว่า คณะกรรมาธิการฯ ได้รับการร้องเรียนจากสหภาพแรงงานแห่งหนึ่ง ว่า มีลูกจ้าง 859 คน ที่ถูกเลิกจ้าง โดยสถานประกอบการทำหนังสือแจ้งจะจ่ายเงินชดเชย จำนวน 3 งวด แบ่งเป็น ร้อยละ 70 ร้อยละ 20 และร้อยละ 10 แต่เมื่อครบกำหนดวันจ่ายค่าชดเชยงวดที่ 1 นายจ้างผิดนัด ทำให้พนักงานได้รับความเดือดร้อน โดยปัจจุบันยังไม่มีการจ่ายค่าชดเชย ซึ่งคณะอนุกรรมาธิการด้านสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ดำเนินการรวบรวมข้อมูลเบื้องต้น พบว่า กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน มีขั้นตอนดำเนินงานตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 โดยต้องให้ลูกจ้างยื่นแบบคำร้อง คร.7 ต่อเจ้าพนักงานตรวจแรงงาน เพื่อให้สามารถเข้าดำเนินการตรวจสอบหาข้อเท็จจริง และมีคำสั่งภายใน 60 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับคำร้อง โดยจากข้อเท็จจริง สถานประกอบการบางแห่งมีลูกจ้างเป็นจำนวนมาก การที่กำหนดให้ลูกจ้างทั้งหมดต้องยื่นแบบคำร้อง คร.7 ในคราวเดียวกันนั้น มีข้อขัดข้องในการปฏิบัติ เนื่องจากลูกจ้างบางส่วนก็ได้แยกย้ายกลับภูมิลำเนา หรือเข้าทำงานในสถานประกอบการแห่งอื่นแล้ว ดังนั้น เพื่อเป็นการบรรเทาทุกข์เบื้องต้น กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ควรลดขั้นตอนตามแบบวิธีปฏิบัติให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและสภาพปัญหาตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ ทั้งนี้ ควรกำหนดมาตรการหรือแนวทางการบรรเทาทุกข์เบื้องต้นให้แก่ลูกจ้าง กรณีถูกเลิกจ้างโดยไม่ได้รับค่าชดเชยตามกฎหมาย หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องควรเร่งดำเนินการ ช่วยเหลืออย่างฉับพลัน
          ดร.หิรัญญา ปะตุกา อนุกรรมาธิการฯ และเลขานุการคณะอนุกรรมาธิการฯ กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ได้รับแบบคำร้อง คร.7 ที่ยื่นไปแล้ว 267 ราย เร่งประชาสัมพันธ์ให้ลูกจ้างที่เหลือยื่นคำร้องภายในระยะเวลาที่กำหนด และในการประชุมระดับรัฐมนตรีเพื่อหาแนวทางช่วยเหลือจ่ายเงินโดยด่วน โดยกำหนดว่าลูกจ้างที่ยื่นคำร้องเรียบร้อยแล้วจะได้รับเงินภายในวันที่ 27 มกราคม 2568 ส่วนสำนักงานประกันสังคม จ่ายเงินชดเชยกรณีว่างงานให้ลูกจ้าง 769 ราย ส่วนอีก 62 ราย ยังไม่ได้ยื่นคำขอ ขณะที่กรมการจัดหางาน ได้จัดหางานให้ลูกจ้าง 80 ราย กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จัดฝึกอบรมพัฒนาทักษะฝีมือให้แก่ลูกจ้างรองรับงานใหม่
          ส่วนสถานะของบริษัท มีการทำหนังสือชี้แจงแทนการมาให้ข้อเท็จจริง ว่า บริษัทประสบภาวะขาดสภาพคล่องทางการเงินตั้งแต่ช่วงโควิด-19 เจ้าหนี้สถาบันการเงิน 3 แห่ง ยื่นฟ้องล้มละลาย และศาลมีคำสั่งไม่รับแผนฟื้นฟูกิจการ และมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด จึงมีผลทำให้บริษัทไม่สามารถจัดการทรัพย์สินใด ๆ ได้ โดยลูกจ้างมีสถานะเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิ สามารถยื่นคำขอรับชำระหนี้ได้ไม่เกินรายละ 100,000 บาท
          คณะกรรมาธิการฯ มีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะ ว่า ในกรณีที่ลูกจ้างจำนวนมากได้รับผลกระทบ หน่วยงานของรัฐควรมีแนวทางปฏิบัติที่ยืดหยุ่น เหมาะสม และรวดเร็ว ส่วนการดำเนินการร้องทุกข์ในคดีอาญาโดยรัฐ หากรอให้ทุกรายดำเนินการร้องทุกข์จะล่าช้า ดังนั้น กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ควรตรวจสอบข้อเท็จจริงและหากสถานประกอบการบอกเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรมหรือไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เจ้าพนักงานตรวจแรงงานควรรวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินการร้องทุกข์เอง เพื่อให้การช่วยเหลือเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและลดความเสี่ยงต่อการโอนย้ายหรือถ่ายเททรัพย์สินของนายจ้าง  นอกจากนี้ ยังเห็นว่าการปรับปรุงกระบวนการยื่นคำร้อง คร.7 ควรเชื่อมโยงข้อมูลลูกจ้างจากฐานข้อมูลของสำนักงานประกันสังคม ลดภาระในการกรอกแบบคำร้องและลดขั้นตอนทางเอกสาร โดยสามารถกำหนดแนวทางการปฏิบัติไว้ในข้อบังคับตามอำนาจของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
          ส่วนการแก้ไขกฎหมาย ควรเพิ่มอำนาจเจ้าพนักงานตรวจแรงงานให้สามารถช่วยเหลือลูกจ้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสุดท้ายการจัดลำดับบุริมสิทธิของลูกจ้างในกรณีนายจ้างล้มละลาย ควรกำหนดให้ลูกจ้างมีสิทธิพิเศษในการได้รับเงินชดเชยก่อนเจ้าหนี้สามัญรายอื่น เพื่อคุ้มครองสิทธิของลูกจ้างให้มีหลักประกันที่มั่นคง
          ด้านนางสาวนันทนา นันทวโรภาส สว. อภิปรายเสนอแนะต่อรายงานว่า ที่ผ่านมาเจ้าหนี้ที่มีหลักประกันมักจะได้รับสิทธิในการชดใช้หนี้คืนก่อน โดยกฎหมายไทยมองข้ามสิ่งสำคัญมาก ๆ คือ แรงงาน ที่สมควรจะได้รับบุริมสิทธิยิ่งกว่าเจ้าหนี้ที่มีหลักประกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นธรรมหรือไม่ ทำให้ระบบกฎหมายของเราแตกต่างจากประเทศที่พัฒนาแล้ว เพราะคุ้มครองแรงงานได้เป็นอย่างดี  มีบุริมสิทธิเหนือเจ้าหนี้ทั้งหลาย เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม สอดคล้องกับหลักการคุ้มครองแรงงานที่ดี จึงจำเป็นที่จะต้องแก้กฎหมายลำดับบุริมสิทธิให้แรงงานมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อน นอกจากนี้ การทำประกันคุ้มครองแรงงานกรณีสถานประกอบการปิดกิจการ รัฐบาลต้องวางแผนเตรียมการเอาไว้ก่อน ยกตัวอย่างที่เห็นขณะนี้ คือ บรรดาเครื่องบินหรือเรือบรรทุกสินค้าต่าง ๆ ที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ไม่มีเครื่องบินหรือเรือเดินทะเลลำไหนที่ไม่ซื้อประกันวินาศภัย ที่ไม่ครอบคลุมแบบ Total loss หมายความว่าหากเครื่องบินตกหรือเรืออับปาง เรือถูกโจรสลัด ก็จะมีคนรับผิดชอบ แล้วเหตุใดบรรดาธุรกิจต่าง ๆ จึงไม่เตรียมการรองรับเช่นนี้บ้าง ดังนั้น ตนจึงเสนอเป็นข้อคิดเพิ่มเติม เพื่อทำให้แรงงานของประเทศได้รับการคุ้มครองอย่างจริงจัง

ทัดดาว ทองอิ่ม ข่าว / เรียบเรียง

ประมวลผลภาพ

วิดีโอ