17 มี.ค. 69 – ที่ประชุมวุฒิสภาพิจารณาผลงาน กมธ.แรงงาน ครอบคลุมนโยบาย กฎหมาย และสวัสดิการแรงงาน พร้อมสะท้อนปัญหาสำคัญ โดยเฉพาะกองทุนประกันสังคมที่มีแนวโน้มขาดดุลในอนาคต เสนอเร่งปฏิรูปทั้งระบบควบคู่พัฒนาทักษะแรงงานไทยและบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวอย่างมีประสิทธิภาพ

image

           ที่ประชุมวุฒิสภา พิจารณาสรุปผลการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การแรงงาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยนายนิรุตติ สุทธินนท์ ประธาน กมธ.การแรงงาน วุฒิสภา กล่าวว่า การดำเนินงานในช่วงวันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2567 ถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2568 เป็นการสานต่อภารกิจจากนายวิรัตน์ รักษ์พันธ์ อดีตประธาน กมธ. ซึ่งได้วางรากฐานด้านแรงงานไว้อย่างเข้มแข็ง ส่งผลให้การดำเนินงานมีความต่อเนื่องและเป็นรูปธรรมมากขึ้น คณะกมธ. ได้จัดทำแผนและสรุปผลการดำเนินงาน การพิจารณาเรื่องร้องเรียนและการสอบข้อเท็จจริง การพิจารณาร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การเข้าร่วมประชุมทวิภาคีและเดินทางเยือนราชอาณาจักรนอร์เวย์และราชอาณาจักรสวีเดน ตลอดจนให้การต้อนรับคณะสมาชิกรัฐสภาญี่ปุ่นที่เดินทางมาเยือนรัฐสภาไทย นอกจากนี้ ยังมีการดำเนินงานด้านการประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ข้อมูลและความเห็นของคณะกมธ. ผ่านช่องทางต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงข้อมูลด้านแรงงานได้อย่างทั่วถึง

         ด้านนางอจลา ณ ระนอง รองประธาน กมธ.การแรงงาน กล่าวถึงผลการดำเนินงานของคณะอนุกมธ. ด้านการจัดหางานและพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยระบุว่า ได้ศึกษาประเด็นการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว โดยใช้จังหวัดระนองเป็นกรณีศึกษา เนื่องจากเป็นพื้นที่ชายแดนติดประเทศเมียนมายาวถึง 169 กิโลเมตร ส่งผลให้เกิดความท้าทายด้านการบังคับใช้กฎหมาย ความเสี่ยงต่อการค้ามนุษย์ รวมถึงภาระด้านสาธารณสุขและการศึกษา ขณะที่ยังขาดแคลนงบประมาณสนับสนุน ทั้งนี้ คณะกมธ. ได้เสนอแนะแนวทางสำคัญ อาทิ การยกระดับทักษะแรงงานไทยให้มีสมรรถนะสูง การปรับปรุงกฎระเบียบที่ซับซ้อน การพัฒนาระบบบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว และการผลักดันให้จังหวัดระนองเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด พร้อมกันนี้ ยังเสนอการพัฒนาดิจิทัลแพลตฟอร์มด้านแรงงาน เช่น การจัดทำฐานข้อมูลแรงงานแห่งชาติ ระบบตลาดแรงงานดิจิทัล และการส่งเสริมทักษะด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานในอนาคต

        ขณะที่พันตำรวจโท สุริยา บาราสัน รองประธาน กมธ. กล่าวถึงผลการดำเนินงานของคณะอนุกมธ. ด้านสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ว่า ได้พิจารณาเรื่องร้องทุกข์และข้อขัดแย้งด้านแรงงานหลายกรณี อาทิ กรณีข้อพิพาทระหว่างอดีตพนักงานการบินไทยกับบริษัท การเลิกจ้างพนักงานในกลุ่มสหภาพแรงงานยานยนต์ และปัญหาของแรงงานไรเดอร์ที่ได้รับผลกระทบจากการแข่งขันในระบบแพลตฟอร์ม พร้อมกันนี้ ได้เร่งผลักดันร่างกฎหมายสำคัญ ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระ และร่าง พ.ร.บ.เศรษฐกิจแพลตฟอร์ม รวมถึงการพิจารณาร่างแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทแรงงานยุคใหม่และสร้างความเป็นธรรมให้แก่แรงงานทุกกลุ่ม

         ด้านนายชินโชติ แสงสังข์ รองประธาน กมธ. กล่าวถึงการดำเนินงานของคณะอนุกมธ. ด้านประกันสังคม ว่า กองทุนประกันสังคมมีมูลค่าสูงถึง 2.6 ล้านล้านบาท และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 3 ล้านล้านบาทในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า แต่เป็นเพียงเงินสะสมเพื่อรองรับภาระการจ่ายในอนาคต จากการประเมินพบว่า ในปี พ.ศ. 2584 รายรับและรายจ่ายของกองทุนจะเข้าสู่จุดสมดุล และหลังจากนั้นรายจ่ายจะสูงกว่ารายรับ ส่งผลให้กองทุนเริ่มขาดดุล และมีแนวโน้มเงินสะสมจะหมดในปี พ.ศ. 2597 หรืออีกประมาณ 30 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าระบบประกันสังคมจะยังคงดำเนินต่อไปได้ แต่จำเป็นต้องเร่งปรับปรุงระบบ โดยเสนอ 3 มาตรการสำคัญ ได้แก่ การจัดเก็บเงินสมทบให้ครบทุกกลุ่มแรงงาน การบริหารรายจ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และการลงทุนอย่างเหมาะสมเพื่อสร้างผลตอบแทนในระยะยาว

        ภายหลังการนำเสนอผลการดำเนินงาน สมาชิกวุฒิสภา ได้ร่วมอภิปรายในหลายประเด็น อาทิ ควรเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุนของกองทุนประกันสังคม เพราะปัจจุบันได้ผลตอบแทนต่ำประมาณ 3% เทียบกับบางประเทศอย่างนอร์เวย์ที่ได้ถึง 10% ทำให้กองทุนอาจสูญเสียรายได้จำนวนมากต่อปี การลงทุนยังเน้นความปลอดภัยสูง เช่น พันธบัตร ทำให้ผลตอบแทนไม่สูง ควรหาสมดุลระหว่าง ความเสี่ยงกับผลตอบแทน มีปัญหาการจัดเก็บเงินสมทบที่ไม่เป็นไปตามเป้า ส่งผลต่อความมั่นคงของกองทุน ส่วนประเด็นแรงงานควรพัฒนาทักษะแรงงานไทย โดยเฉพาะภาษา เพื่อเพิ่มโอกาสส่งออกแรงงานไปต่างประเทศ เพราะหลายประเทศต้องการแรงงานไทยอยู่แล้ว

 

ณัฐเดช เอียดปุ่ม ข่าว/เรียบเรียง

ประมวลผลภาพ

วิดีโอ