29 มิ.ย. 69 - สส.จังหวัดตาก พรรคกล้าธรรม อภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 2570  ตั้งข้อสังเกตการจัดสรรงบประมาณที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ขณะที่หลายกระทรวงด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมกลับถูกปรับลดงบประมาณ พร้อมชี้การตัดงบจังหวัดและกลุ่มจังหวัดกว่าร้อยละ 83 อาจกระทบต่อการพัฒนาและการแก้ไขปัญหาในระดับพื้นที่
 

image

นายภาคภูมิ บูลย์ประมุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดตาก พรรคกล้าธรรม อภิปรายตั้งข้อสังเกตต่อร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยระบุว่า กระทรวงที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ได้แก่ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 33.6 และกระทรวงการคลัง เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.6 ขณะเดียวกันยังมีการเพิ่มงบประมาณให้กับกระทรวงด้านสังคม แต่ปรับลดงบประมาณของกระทรวงด้านเศรษฐกิจ ทั้งที่ประเทศไทยกำลังแบกรับภาระหนี้สินจำนวนมาก ส่งผลให้กระทรวงที่ดูแลการชำระหนี้ โดยเฉพาะกระทรวงการคลัง ได้รับงบประมาณสูงกว่ากระทรวงที่รับผิดชอบด้านปากท้อง การศึกษา และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ

        นายภาคภูมิ กล่าวถึงการจัดสรรงบประมาณของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมว่า ปีงบประมาณ 2570 ได้รับงบประมาณจำนวน 13,625.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 33.6 ทั้งที่นโยบายของนายกรัฐมนตรีกำหนดให้การเพิ่มงบประมาณของแต่ละกระทรวงไม่ควรเกินร้อยละ 20 ต่อปี โดยระบุว่า กระทรวงดีอีได้รับการเพิ่มงบประมาณ  ทั้งนี้ แม้จะเห็นด้วยกับการลงทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี แต่เห็นว่าการใช้งบประมาณต้องเกิดความคุ้มค่า และการจัดซื้อจัดจ้างต้องมีความโปร่งใส เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยโครงการ TH-AI Passport พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า การเพิ่มงบประมาณดังกล่าวเกิดจากความสำคัญของภารกิจของกระทรวง หรือเกิดจากการมีบุคคลสำคัญเข้ามากำกับดูแลกระทรวง

        นายภาคภูมิ กล่าวว่า ในปีงบประมาณนี้ กระทรวงด้านสังคมหลายแห่งได้รับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก อาทิ กระทรวงแรงงาน กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงศึกษาธิการ ขณะที่กระทรวงด้านเศรษฐกิจหลายแห่งถูกปรับลดงบประมาณ ได้แก่ กระทรวงอุตสาหกรรม ลดลงร้อยละ 17 กระทรวงคมนาคม ลดลงร้อยละ 11 และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลดลงร้อยละ 7.1 พร้อมตั้งคำถามว่า หากมีการปรับลดงบประมาณในลักษณะดังกล่าว รัฐบาลจะมีแนวทางดูแลและขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างไร

        นอกจากนี้ นายภาคภูมิ ยังกล่าวถึงงบประมาณของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ว่า ในปีงบประมาณ 2570 ได้รับการจัดสรรลดลงกว่า 2,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องจนถึงปี 2573 ทั้งที่ทั่วโลกกำลังเผชิญวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ซึ่งเห็นว่าเป็นการจัดสรรงบประมาณที่สวนทางกับสถานการณ์ สำหรับงบประมาณโครงการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันของสำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งตั้งงบประมาณไว้เพียง 16 ล้านบาท แบ่งเป็นงบปฏิบัติการบิน 5 ล้านบาท และงบสนับสนุนการดำเนินงานในพื้นที่ 11 ล้านบาท เมื่อนำไปกระจายให้จังหวัดเป้าหมาย 22 จังหวัด จะเหลืองบเฉลี่ยจังหวัดละประมาณ 500,000 บาท ซึ่งเห็นว่าแทบไม่เพียงพอต่อการจัดซื้ออุปกรณ์ สนับสนุนเจ้าหน้าที่ หรือการปฏิบัติการดับไฟป่าในพื้นที่จริง ส่งผลให้ภาระส่วนใหญ่ตกอยู่กับเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมป่าไม้ อาสาสมัคร และประชาชนในพื้นที่ ที่ต้องแสวงหาทรัพยากรจากหน่วยงานอื่นมาสนับสนุนการดำเนินงาน

        นายภาคภูมิ ยังตั้งข้อสังเกตถึงการปรับลดงบประมาณของจังหวัดและกลุ่มจังหวัด ซึ่งลดลงจากกว่า 26,000 ล้านบาทในปีงบประมาณ 2569 เหลือเพียงประมาณ 4,200 ล้านบาทในปีงบประมาณ 2570 หรือลดลงกว่าร้อยละ 83 โดยเห็นว่าไม่ใช่เพียงการปรับลดงบประมาณตามปกติ แต่เป็นการปรับโครงสร้างการกระจายอำนาจด้านงบประมาณ ด้วยการดึงเม็ดเงินกลับเข้าสู่ส่วนกลาง ส่งผลให้หลายจังหวัดสูญเสียโอกาสในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาตามบริบทของพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดชายแดนอย่างจังหวัดตากที่ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน

        นายภาคภูมิ กล่าวทิ้งท้ายว่า แม้งบประมาณของกลุ่มจังหวัดจะถูกปรับลดลง แต่ในแต่ละปีมีการจัดสรรงบกลางเพิ่มเติมเป็นจำนวนมาก จึงไม่อาจทราบได้ว่าในอนาคตจังหวัดใดจะประสบปัญหาความเดือดร้อน หากผู้ว่าราชการจังหวัดไม่มีงบประมาณสำหรับพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ก็จำเป็นต้องขอรับการสนับสนุนจากงบกลาง พร้อมแสดงความหวังว่านายกรัฐมนตรีจะจัดสรรงบประมาณลงสู่จังหวัดต่าง ๆ อย่างเสมอภาคและเท่าเทียม โดยไม่เลือกปฏิบัติ และตั้งข้อสังเกตว่า หากมีการวิ่งเต้นของบประมาณ ก็ไม่อาจทราบได้ว่าจะมีบุคคลภายนอกรัฐบาลเข้ามามีบทบาทในการตัดสินใจหรือไม่

 

อัญชิสา ก่อกิจฤกษ์ชัย ข่าว/เรียบเรียง

ประมวลผลภาพ

วิดีโอ