นายพีรพัฒน์ รัชกิจประการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดสตูล พรรคภูมิใจไทย อภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยกล่าวว่า งบประมาณฉบับนี้จัดทำขึ้นในช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ สองความเป็นจริง ด้านหนึ่ง ประเทศไทยเริ่มส่งสัญญาณเชิงบวก หลายอุตสาหกรรมมองเห็นโอกาสใหม่ และประเทศไทยกำลังกลับมาอยู่ในความสนใจของนักลงทุน สอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐบาลที่ต้องการให้ปีนี้เป็นปีแห่งการลงทุน อย่างไรก็ตาม อีกด้านหนึ่งประชาชนยังคงเผชิญผลกระทบจากวิกฤตที่ต่อเนื่อง ทั้งปัญหาค่าครองชีพ ค่าไฟฟ้า ราคาพลังงาน และภาระหนี้สินสะสม ทำให้ประเทศไม่สามารถก้าวต่อไปได้ หากฐานชีวิตของประชาชนยังไม่มั่นคง ดังนั้น งบประมาณปี 2570 จึงต้องทำหน้าที่ควบคู่กัน คือ “ประคองวันนี้เพื่อให้ประชาชนลุกขึ้นยืนได้และสร้างวันพรุ่งนี้เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อ” ภายใต้แนวคิด “พลิกวิกฤต สร้างอนาคต”
นายพีรพัฒน์ กล่าวว่า การพิจารณางบประมาณครั้งนี้ย่อมมีคำถามและข้อกังวล โดยเฉพาะเรื่องการกู้เงินและมาตรการช่วยเหลือประชาชน ซึ่งรัฐบาลจำเป็นต้องรับฟังและชี้แจง พร้อมย้ำว่า โดยหลักการแล้วรัฐบาลไม่ควรใช้เงินกู้หรือมาตรการพิเศษเป็นทางออกแรกในทุกสถานการณ์ แต่ในภาวะวิกฤต การใช้เครื่องมือเดิมเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป ทั้งนี้ ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตหลายด้านพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ปัญหาความมั่นคงบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา สงครามการค้าที่เกิดจากการปรับขึ้นภาษีศุลกากร รวมถึงภัยพิบัติที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ จึงเห็นว่าหากรัฐบาลยังใช้มาตรการเดิมเพียงอย่างเดียว อาจเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ อย่างไรก็ตาม การใช้มาตรการพิเศษไม่ใช่ “เช็กเปล่า” ทุกบาททุกสตางค์ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ชัดเจน ตรงเป้าหมาย ตรวจสอบได้ รักษาวินัยการคลัง และต้องตอบประชาชนให้ได้ว่าจะได้รับประโยชน์อย่างไร ทั้งในด้านรายได้และการลดค่าครองชีพ
นายพีรพัฒน์ กล่าวว่า งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 มีวงเงิน 3,788,000,000,000 บาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนเพียงร้อยละ 0.2 ขณะที่หน่วยงานต่าง ๆ เสนอคำของบประมาณรวมกว่า 5,970,000,000,000 บาท สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการพัฒนาประเทศที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก แต่รัฐบาลมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ อีกทั้งยังมีภาระรายจ่ายประจำที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น สวัสดิการประชาชน เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ รวมถึงภาระดอกเบี้ยและหนี้สาธารณะ ส่งผลให้งบประมาณที่เหลือสำหรับการพัฒนาและแก้ไขปัญหามีจำกัด ดังนั้น งบประมาณปีนี้จึงไม่ใช่งบที่ใหญ่กว่าเดิมแต่ต้องเป็นงบที่แม่นกว่าเดิม พร้อมกันนี้ ได้เสนอหลักคิดการใช้งบประมาณภายใต้กรอบ “5T” ประกอบด้วย Target ใช้งบประมาณให้ตรงเป้าหมาย ถึงประชาชนและปัญหาที่แท้จริง, Transparent ความโปร่งใส งบประมาณต้องตรวจสอบได้ ไม่ซ่อนภาระให้คนรุ่นหลัง, Transition การเปลี่ยนผ่านด้านโครงสร้างพลังงาน มุ่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด ลดต้นทุนค่าไฟฟ้าและค่าน้ำมัน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ, Transformation การปรับเปลี่ยนโครงสร้างภาครัฐ โดยผลักดันรัฐบาลดิจิทัล นำเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาเพิ่มประสิทธิภาพการบริการ ลดขั้นตอนและระยะเวลาการติดต่อราชการ และ Together การสร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยย้ำว่าแม้งบลงทุนของรัฐบาลจะลดลงกว่า 70,000 ล้านบาท แต่ยังมีเครื่องมือการลงทุนรูปแบบอื่นที่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้
นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการจัดสรรงบประมาณเพื่อประคองคุณภาพชีวิตประชาชนทุกช่วงวัย ตั้งแต่เด็ก นักศึกษา แรงงาน ไปจนถึงผู้สูงอายุ พร้อมสนับสนุนระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ควบคู่กับการจัดสรรงบประมาณเชิงรุกเพื่อรับมือภัยพิบัติ น้ำท่วม ภัยแล้ง และปัญหาฝุ่น PM2.5 รวมถึงการวางรากฐานด้านสิ่งแวดล้อม โดยไม่ผลักภาระต้นทุนไปยังผู้ประกอบการรายย่อย ตลอดจนเร่งปราบปรามยาเสพติด และเสริมสร้างความมั่นคงตามแนวชายแดนของประเทศ
อัญชิสา ก่อกิจฤกษ์ชัย ข่าว/เรียบเรียง