29 มิ.ย. 69 - สส.อิสริยะ พรรคประชาชน อภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 2570 ชี้การใช้งบฯ ดิจิทัลขาดยุทธศาสตร์ พบงบฯ AI และคลาวด์พุ่ง แต่เน้นจ้างเหมาเอกชน แนะเร่งตั้งบอร์ด AI แห่งชาติคุมทิศทาง

image

          นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ส่วนที่เกี่ยวข้องกับดิจิทัล ว่า งบประมาณด้านดิจิทัลทั้งหมดเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในรัฐบาลชุดนี้ ตัวเลขรวมกันสูงกว่า 33,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2569 ถึง 28% โดยในภาพรวมทุกกระทรวงถูกลดงบประมาณเกี่ยวกับดิจิทัลลงไปกันเกือบหมด มีกระทรวงเดียวที่ได้รับงบประมาณด้านดิจิทัลเพิ่มขึ้นอย่างมากถึง 114% นั่นคือกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารประเทศ โครงการเกี่ยวกับดิจิทัลที่คนสนใจมากที่สุดหนีไม่พ้นโครงการด้าน AI โดยเฉพาะโครงการ TH-AI Passport ซึ่งเต็มไปด้วยข้อกังขามากมาย แต่ที่ผ่านมารัฐบาลก็ยืนยันแข็งขันว่าสัญญาแก้ไม่ได้ ยกเลิกไม่ได้ แต่เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาก็เริ่มมีการปรับแก้สัญญากับทางเอกชนแล้ว นับเป็นสัญญาณที่ดี แต่โครงการเฟสแรกยังไม่ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการด้วยซ้ำ ปลัดกระทรวงดีอีก็พูดไว้ก่อนแล้วว่าเตรียมงบประมาณสำหรับเฟสสองไว้แล้ว 900 ล้านบาทในงบประมาณปี 2570
          นายอิสริยะ กล่าวต่อไปว่า ข่าวดีคือในเล่มงบประมาณปี 2570 นี้ ไม่มีโครงการ TH-AI Passport เฟสสอง โดยเหตุผลมาจากสำนักงบประมาณที่เป็นคนหั่นงบประมาณก้อนนี้ทิ้ง แต่สิ่งที่ต้องระวังอย่างมากคือ โครงการ TH-AI Passport อาจกลับมาในรูปแบบของเงินนอกงบประมาณ เฟสหนึ่งก็มาจากเงินนอกงบประมาณ ก็คือเงินของกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (สดช.) ซึ่งทั้งคณะกรรมการบริหารกองทุน และคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการ มีทั้งปลัดดีอีและเลขาธิการ สดช. นั่งอยู่ หรือก็คือ สดช. ขอเอง จัดการเองจบในตัว เป็นสิ่งที่จะต้องจับตาดูกันต่อไป
          นายอิสริยะ ชี้ว่า มีบางโครงการที่เปิดหัวมาเป็น AI แต่ของจริงคืองบประมาณก่อสร้างอาคาร โครงการที่ใหญ่ที่สุดมูลค่า 164 ล้านบาท ของมหาวิทยาลัยมหิดล อีกโครงการหนึ่งที่น่าสนใจคือ "โครงการการบูรณาการเอไอสองระบบ (มนุษย์และปัญญาประดิษฐ์) เพื่อพัฒนาระบบฮาลาลบล็อกเชนสร้างกลไกการทวนสอบย้อนกลับผลิตภัณฑ์ฮาลาลเพิ่มความเชื่อมั่นผู้บริโภคระดับท้องถิ่นและนานาชาติ" ซึ่งเมื่ออ่านรายละเอียดจบแล้วก็ยังไม่เข้าใจว่าจะใช้มนุษย์หรือปัญญาประดิษฐ์กันแน่
          นายอิสริยะ กล่าวต่อไปว่า AI เป็นเรื่องดี แต่เงินส่วนใหญ่ไหลออกนอกประเทศ คำถามคือ ประเทศไทยอยากเป็นผู้ซื้อหรือผู้สร้าง ในทั้งหมด 176 โครงการ มีโครงการเดียวที่เป็นผู้สร้างคือโครงการศูนย์ความเป็นเลิศด้านปัญญาประดิษฐ์สำหรับโมเดลภาษาไทย (ThaiLLM) ของสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ แต่งบประมาณแค่ 52 ล้านบาท คิดเป็นแค่ 2.6% ของโครงการ AI ทั้งหมดของประเทศ ถ้ารัฐบาลอยากให้คนไทยไม่เป็นแค่ผู้ซื้อแต่เป็นผู้สร้าง ก็ควรจะใส่งบประมาณด้านการสร้างมาให้มากกว่านี้
          ขณะเดียวกัน งบประมาณด้าน Cloud เป็นส่วนที่ได้รับงบประมาณเพิ่มมากที่สุด มากกว่า AI ด้วยซ้ำ รัฐบาลมีโครงการ Cloud ภาครัฐที่เรียกว่า GDCC อยู่ภายใต้ สดช. ซึ่งโครงการนี้ทำมาหลายปีแล้ว เพื่อรวมศูนย์การเช่า Cloud ของหน่วยงานภาครัฐมาไว้ที่เดียว เพื่อให้เกิดความประหยัด ลดขนาด ราคาถูกลง ปลอดภัย และดูแลง่ายกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคือ งบประมาณของ GDCC เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จาก 1,600 ล้านบาทในปี 2568 มาเป็น 2,200 ล้านบาทในปี 2569 และในปีล่าสุดเกือบแตะ 5,000 ล้านบาท โตขึ้นถึง 2.19 เท่า นับเป็นโครงการดิจิทัลที่เติบโตเยอะที่สุดในปี 2570 โดยงบประมาณเกือบ 5,000 ล้านบาทคิดเป็นค่า Cloud เกือบทั้งหมดของงบประมาณคลาวด์ประเทศไทย 6,300 ล้านบาท
          GDCC ในปีก่อน ๆ ออกรายงานว่าค่า Cloud ไม่เพียงพอใช้กับความต้องการที่หน่วยงานต่างๆ ขอมา ซึ่งอาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้ปีนี้ GDCC ได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ก็หวังว่าหน่วยงานไทยจะใช้ค่า Cloud ที่เพิ่มขึ้นเกือบ 5,000 ล้านบาทอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพ แต่สิ่งที่น่าจับตามองคือยังมีหน่วยงานอื่นขอค่าคลาวด์และดาต้าเซ็นเตอร์มาอีก 3,500 ล้านบาท ซึ่งเป็นการขอที่ซ้ำซ้อน หลายหน่วยงานเป็นหน่วยงานของกระทรวงดีอีเองด้วยซ้ำ ทำให้เกิดคำถามว่าถ้าค่าคลาวด์ของ GDCC เพิ่ม ค่าคลาวด์ของคนอื่นก็ขอเพิ่ม แล้วแบบนี้จะมีคลาวด์กลางภาครัฐไปทำไม
          อีกโครงการที่โตขึ้นอย่างเงียบ ๆ คือโครงการที่เกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ มี 71 หน่วยงาน ของบประมาณรวมกัน 2,300 ล้านบาท คำถามคือขอเงินไปทำไมตั้งเยอะแต่หน่วยงานภาครัฐยังโดนแฮ็ก ข้อมูลประชาชนยังรั่วไหลอยู่ การซื้อระบบความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์เยอะขนาดนี้ไว้เพื่อป้องกันการโดนแฮ็ก หรือนี่คือช่องทางกอบโกยช่องทางใหม่กันแน่ เพราะค่าใช้จ่ายด้านนี้ไม่มีราคากลาง สามารถพิสูจน์ความคุ้มค่าได้ยาก
          นายอิสริยะ กล่าวต่อไปว่า งบประมาณด้านดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในประเทศก็คือเรื่องพื้นฐานอย่างครุภัณฑ์คอมพิวเตอร์ มูลค่ารวม 11,000 ล้านบาท คิดเป็น 1 ใน 3 ของงบประมาณดิจิทัลทั้งประเทศ และอิสริยะตั้งข้อสังเกตด้วยว่า บริษัทที่ประมูลงานไอทีของรัฐสภาได้ อยู่ในเครือข่ายเดียวกับที่ได้งาน TH-AI Passport
          นายอิสริยะ ยังระบุอีกว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะมาพูดเรื่องประสิทธิภาพของการใช้เงินซื้อเทคโนโลยีของประเทศไทย ในบริษัทเอกชนทั่วไปมีตำแหน่งที่เรียกว่า Chief Technology Officer (CTO) ไว้คอยกำหนดทิศทางทางเทคโนโลยีว่าจะใช้ จะซื้อ และจะทำอะไร ถ้าเป็นประเทศไทยก็คงจะเป็นรัฐมนตรีดีอี ที่มีความพยายามผลักดัน AI อยู่หลายครั้ง แต่อย่าลืมว่า ปัจจุบันยังไม่มีการตั้งบอร์ด AI ถ้าจริงใจกับเรื่อง AI ก็ขอให้รีบเร่งตั้งบอร์ด AI แห่งชาติขึ้นมาโดยเร็ว

ทัดดาว ทองอิ่ม ข่าว / เรียบเรียง 

ประมวลผลภาพ

วิดีโอ