12 ก.ค. 69 - "อภิสิทธิ์" ชง "Southern Connect" กางแผนสำรองสู้ "แลนด์บริดจ์" ผ่านเวทีสัมมนาหาดใหญ่ ชูโครงสร้างพื้นฐานหลากมิติ-เสี่ยงต่ำ-ชาวใต้ได้ประโยชน์จริง

image

          พรรคประชาธิปัตย์ จัดสัมมนาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ภายใต้แนวคิด “ฟ้าใต้ ฟ้าใส ไปด้วยกัน ฟื้นเศรษฐกิจ สร้างความมั่นคง ยกระดับคุณภาพชีวิต” โดยมีแกนนำและ สส. ของพรรค เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง นำโดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายชวน หลีกภัย สส.แบบบัญชีรายชื่อ นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ สส.แบบบัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรค นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคและประธาน สส. ตลอดจนกรรมการบริหารพรรค สส.ของพรรค และอดีต สส. ไปจนถึงสมาชิกพรรค ณ โรงแรมบุรีศรีภู อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
          ทั้งนี้ สาระสำคัญในการสัมมนา นอกจากกานแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่นครหาดใหญ่แล้ว ยังได้เปิดเวทีวิเคราะห์และหารือถึงทิศทางของโครงการแลนด์บริดจ์ (Landbridge) อย่างกว้างขวาง
          นายอภิสิทธิ์ ฉายภาพให้เห็นถึงความแตกต่างในเชิงโครงสร้างและเป้าหมายระหว่างโครงการแลนด์บริดจ์ของรัฐบาล กับโครงการ "Southern Connect" ที่พรรคพยายามนำเสนอ โดยระบุว่า แลนด์บริดจ์ตั้งต้นจากเป้าหมายในการตอบสนองกลุ่มผู้เดินเรือ โดยเฉพาะกลุ่มทุนต่างชาติที่ต้องการแสวงหาเส้นทางเดินเรือใหม่ในมหาสมุทร เพื่อเชื่อมต่อระหว่างฝั่งอันดามันและอ่าวไทย แต่สิ่งที่พรรคกังวล คือ โครงการระดับอภิมหาโปรเจกต์นี้เริ่มต้นขึ้นจากสมมติฐานที่ว่าจะมีผู้มาใช้บริการ ทั้งที่ผลการศึกษาวิจัยเกือบทุกครั้งที่ผ่านมา ยกเว้นเพียงรายงานของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ล้วนมีการบ่งชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่าไม่คุ้มค่า ทั้งในแง่ของเวลาและค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการโลจิสติกส์ เนื่องจากมีอุปสรรคสำคัญในกระบวนการขนถ่ายสินค้าขึ้นและลงหลายรอบ (Double Handling) อีกทั้งระยะทางระบายสินค้าก็ประหยัดได้น้อยมาก
          หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า ตนแปลกใจมาตลอด นับตั้งแต่เริ่มหยิบยกประเด็นเรื่อง "คลองไทย" ในอดีต ที่มักนำไปเปรียบเทียบกับคลองสุเอซหรือคลองปานามา ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริง คลองเหล่านั้นสามารถย่นระยะเวลาการเดินเรือได้เป็นสัปดาห์และเป็นเดือน แต่สำหรับกรณีของไทยสามารถประหยัดเวลาได้เพียงหลักวันและหลักชั่วโมงเท่านั้น เมื่อโครงการส่อแววไม่คุ้มค่าในตัวเอง สิ่งที่จะตามมาเพื่อผลักดันให้เกิดความคุ้มทุนในเชิงพาณิชย์ ก็คือการสร้างนิคมอุตสาหกรรมหนักหรือปิโตรเคมีในพื้นที่ แม้แนวคิดดังกล่าวจะไม่ใช่เรื่องผิด แต่คำถามสำคัญที่ต้องตระหนักคือ การพัฒนาในลักษณะนี้สอดคล้องและคุ้มค่ากับต้นทุนทางทรัพยากรธรรมชาติของภาคใต้ที่ต้องสูญเสียไปหรือไม่ หากเส้นทางนี้กลายเป็นเส้นทางเดินเรือหลักจริง จะต้องประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับแหล่งท่องเที่ยวในภาคฝั่งอันดามันทั้งหมดจากการสัญจรของเรือบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่ ยิ่งไปกว่านั้นหากเกิดอุบัติเหตุทางทะเลขึ้นเพียงครั้งเดียว ความเสียหายจะยากเกินเยียวยา และหากพิจารณาตามความเป็นจริง แม้โครงการจะเกิดขึ้นสำเร็จ ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจก็จะกระจุกตัวอยู่เพียงเฉพาะเส้นทางระนอง-ชุมพรเท่านั้น
          นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า สิ่งที่พรรคคิดและตกผลึกคือ หากจำเป็นต้องลงทุนในระดับเมกะโปรเจกต์วงเงินนับล้านล้านบาท เหตุใดรัฐบาลจึงไม่เลือกเปลี่ยนเป้าหมายมาลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่กระจายประโยชน์และเอื้อต่อวิถีชีวิตของคนภาคใต้โดยตรง เช่น การพัฒนาระบบรางคู่และเปลี่ยนผ่านสู่ระบบรถไฟฟ้า (EV Railway) ซึ่งโครงข่ายระบบรางนี้จะสามารถเชื่อมต่อกับเส้นทางรถไฟของประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ได้อย่างเป็นระบบ ส่วนการพัฒนาท่าเรือชายฝั่งไม่ว่าจะเป็นฝั่งระนองหรือจุดอื่น อาจพิจารณาเชื่อมโยงถึงกันในแนวขวางตามความคุ้มค่าและความต้องการของประชาชนในพื้นที่ หากท้ายที่สุดเป้าหมายคือการเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างสองฝั่งทะเลอย่างแท้จริง เราสามารถพิจารณาใช้ประโยชน์จากความพร้อมของประเทศมาเลเซียที่มีศักยภาพทางฝั่งอันดามันอยู่แล้ว ควบคู่ไปกับการพัฒนาท่าเรือ ซึ่งแนวทางนี้จะใช้เม็ดเงินลงทุนในการเชื่อมต่อสองฝั่งทะเลน้อยมาก เนื่องจากมีโครงสร้างพื้นฐานเดิมรองรับอยู่แล้วเป็นจำนวนหนึ่ง
          ส่วนท่าทีทางการเมืองของรัฐบาลต่อโครงการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ นายอภิสิทธิ์ มองว่า แม้วันนี้รัฐบาลจะส่งสัญญาณยอมถอยในประเด็นการไม่จัดทำร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ระเบียบเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) เนื่องจากหากพิจารณาตามข้อเท็จจริง รัฐบาลตั้งใจจะถอดบทเรียนและใช้ต้นแบบจากโครงการพัฒนาเขตระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งในปัจจุบันเห็นเด่นชัดว่า EEC กำลังเผชิญปัญหาวิกฤตความเชื่อมั่น เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินที่ภาคเอกชนปฏิเสธการร่วมลงทุน ขณะที่นายกรัฐมนตรียังคงยืนยันว่าจะเดินหน้าต่อ ท่ามกลางการทำงานของหน่วยงานภาครัฐที่ขาดความเป็นเอกภาพและเดินไปคนละทิศคนละทาง
          อย่างไรก็ตาม แม้ในส่วนของ พ.ร.บ.เขตเศรษฐกิจพิเศษ รัฐบาลจะยอมถอยออกไป แต่สำหรับโครงการแลนด์บริดจ์นั้น รัฐบาลยังคงใช้คำว่าชะลอเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการตั้งคณะกรรมการชุดเฉพาะกิจขึ้นมา โดยแต่งตั้งให้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน เพื่อใช้กรอบเวลา 90 วันในการประเมินและสรุปตัวเลขความคุ้มค่าใหม่อีกครั้ง ซึ่งตนไม่แน่ใจว่าเมื่อครบกำหนด 90 วันแล้วจะมีการขยายเวลาออกไปอีกหรือไม่ สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลยังไม่ได้ยอมล้มเลิกโครงการ แต่พรรคจะยังคงยืนหยัดเดินหน้าผลักดันแนวคิด Southern Connect ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนในพื้นที่ต่อไป

ทัดดาว ทองอิ่ม ข่าว / เรียบเรียง

ประมวลผลภาพ

วิดีโอ