นายพริษฐ์ วัชรสินธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (ประธานวิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการเปิดเผยเอกสารและข้อมูลหลักฐานเกี่ยวกับคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ว่า ข้อมูลที่นำมาใช้ในการตรวจสอบคดีดังกล่าวได้รับมาจากหลายช่องทาง และผ่านการกลั่นกรองก่อนนำเสนอต่อสาธารณะ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องออกมาชี้แจงหรือนำหลักฐานมายืนยันข้อเท็จจริงที่สามารถตรวจสอบได้ ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติที่ตนยึดถือมาโดยตลอด ส่วนการตรวจสอบคดีฮั้วเลือก สว. ที่คาบเกี่ยวพอดีกับที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) จะลงมตินั้น ระบุว่า ที่ผ่านมาเวทีฝ่ายค้านที่จัดขึ้นส่วนใหญ่เกิดขึ้นในช่วงปิดสมัยประชุม เมื่อเปิดสมัยประชุมแล้วจึงเห็นว่าเป็นโอกาสที่เหมาะสมในการใช้กลไกของสภา ในฐานะผู้แทนราษฎร ตั้งคำถามในประเด็นที่ยังเป็นข้อสงสัยของสังคมต่อการทำหน้าที่ของรัฐบาลและรัฐมนตรี ย้ำว่า ข้อมูลที่ฝ่ายค้านนำเสนอต่อสาธารณะ ทั้งข้อเท็จจริงและคำถามที่ตั้งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีเป้าหมายเพื่อให้หน่วยงานออกมายืนยันข้อเท็จจริง โดยข้อมูลที่เคยนำมาเปิดเผยก่อนหน้านี้ท้ายที่สุดได้รับการยืนยันว่าเป็นข้อเท็จจริงจากบุคคลที่เกี่ยวข้อง จึงสะท้อนว่าการนำข้อมูลมาเปิดเผยมีการกลั่นกรองในระดับหนึ่งก่อนตั้งคำถามต่อสาธารณะ
นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า หาก กกต.ทำงานอย่างตรงไปตรงมา เห็นว่าควรมีการสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน ซึ่งเป็นข้อสรุปจากการทำงานของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ชุดที่ 26 ที่มีการสอบพยานมากกว่า 700 ปาก พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ยังมีบุคคลอื่นที่อาจเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด แต่ไม่ได้อยู่ในรายชื่อผู้ถูกกล่าวหา ทั้งที่มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าอาจมีส่วนรู้เห็นกับกระบวนการทุจริต
ส่วนกรณี กกต.ดำเนินการกับผู้สมัคร สว.กว่า 1,700 คน เนื่องจากขาดคุณสมบัติ มองว่าเป็นการลดระแสสังคมหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า แม้จะเห็นว่าเป็นการดำเนินการตามกฎหมาย แต่ตั้งข้อสังเกตว่ากระบวนการตรวจสอบอาจล่าช้าเกินไป เพราะเรื่องคุณสมบัติควรสามารถตรวจสอบได้ตั้งแต่ขั้นตอนการรับสมัคร แม้ผลการตรวจสอบจะเกิดขึ้นแล้ว แต่ถือว่าเป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นล่าช้า
ส่วนข้อสงสัยเหตุใดจึงไม่นำข้อมูลของคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 ซึ่งมีมติเห็นควรยุติเรื่อง เนื่องจากเห็นว่าข้อกล่าวหาผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คนไม่มีมูลความผิด มาเปิดเผยด้วยนั้น นายพริษฐ์ กล่าวว่า ได้เชิญคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 มาชี้แจงแล้ว แต่ไม่สามารถตอบคำถามในรายละเอียดต่าง ๆ ได้ อีกทั้งการขอเอกสารที่เกี่ยวข้องก็ไม่ได้รับการตอบรับหรือความร่วมมือ ทั้งนี้ กรอบเวลาที่ กกต.ต้องพิจารณาเรื่องดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน จะครบกำหนดในช่วงต้นเดือนกันยายนนี้ จึงคาดว่าในอีก 1-2 สัปดาห์น่าจะทราบผลการพิจารณาในชั้น กกต.
นายพริษฐ์ ย้ำทิ้งท้ายว่า สิ่งสำคัญกว่าการพิจารณาจะเสร็จเมื่อใด คือผลจะออกมาในลักษณะใด และ กกต.จะสามารถอธิบายต่อสังคมได้หรือไม่ หาก กกต.ทำงานอย่างตรงไปตรงมาและเห็นว่ามีกระบวนการฮั้วเลือก สว. ก็ควรส่งฟ้องผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดต่อศาล แต่หากยกคำร้องทั้งหมด ก็อาจขัดแย้งกับหลักฐานที่ปรากฏต่อสาธารณะแล้ว ขณะที่หากเลือกสั่งฟ้องเพียงบางส่วน เช่น 10-20 คน ก็ต้องตอบคำถามให้ได้ว่าหากเชื่อว่ามีกระบวนการฮั้วเลือก สว.จริง เหตุใดขบวนการดังกล่าวจึงจะสามารถดำเนินการได้โดยมีผู้กระทำความผิดเพียงจำนวนเล็กน้อย ดังนั้น หาก กกต.ไม่สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด จะต้องชี้แจงเหตุผลและข้อเท็จจริงต่อสังคมอย่างชัดเจนต่อไป
อรพรรณ ขันทองคำ /ข่าว
ลักขณา เทียกทอง /เรียบเรียง