ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมี นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. .... ซึ่งวุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติมและส่งคืนให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ข้อ 137 โดยมีสมาชิกประสงค์อภิปรายจำนวน 18 คน อาทิ นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล สส.จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคภูมิใจไทย แสดงความกังวลต่อการแก้ไขของวุฒิสภาใน 4 ประเด็น เรื่องการเปลี่ยนประธานคณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัดจากนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (นายก อบจ.) เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด การเข้าถึงข้อมูลจากระบบรายงานการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ (PRTR) การกำหนดนิยามกลุ่มเปราะบางและผู้ทำงานกลางแจ้ง ซึ่งอาจกระทบต่อการเข้าถึงสิทธิ ตลอดจนการเพิ่มตัวแทนภาคเอกชนในคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง จึงเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันของทั้งสองสภาเพื่อทบทวนประเด็นดังกล่าว
ด้าน นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.จังหวัดเชียงใหม่ พรรคประชาชน ไม่เห็นชอบกับการแก้ไขของวุฒิสภา โดยเห็นว่าการเพิ่มตัวแทนภาคธุรกิจในคณะกรรมการทุกระดับอาจก่อให้เกิดข้อกังวลเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน พร้อมตั้งข้อสังเกตต่อการลดโทษปรับสูงสุดของภาคอุตสาหกรรมจาก 50 ล้านบาท เหลือ 5 ล้านบาท และการตัดระบบ PRTR รวมถึงกลไกการมีส่วนร่วม การคุ้มครองชั่วคราว และการดำเนินคดีแบบกลุ่มของประชาชน นอกจากนี้ ยังไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนประธานคณะกรรมการระดับจังหวัดจากนายก อบจ. เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด เพราะเห็นว่าอาจทำให้การบริหารจัดการปัญหากลับไปรวมศูนย์ที่ส่วนกลาง
ขณะที่ นางสาวเพ็ญภัค รัตนคำฟู สส.จังหวัดลำปาง พรรคกล้าธรรม กล่าวถึงผลกระทบจากฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือ ทั้งด้านสุขภาพและเศรษฐกิจ โดยเสนอให้คงระบบ PRTR เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลแหล่งกำเนิดมลพิษ สนับสนุนให้นายก อบจ. เป็นประธานคณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัด พร้อมจัดสรรงบประมาณและรายได้จากภาษีหรือค่าปรับลงสู่ท้องถิ่น รวมถึงคงสิทธิของประชาชนในการขอรับความคุ้มครองและดำเนินคดี พร้อมเสนอให้จัดทำกฎหมายลำดับรองและสนับสนุนบุคลากรแก่ท้องถิ่น เพื่อให้กฎหมายสามารถบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เสนอให้ปรับบทนิยามและขอบเขตของร่างกฎหมายให้สอดคล้องกับกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมและโรงงาน รวมถึงระบบ PRTR พร้อมเสนอให้จัดทำฐานข้อมูลมลพิษระดับชาติที่มีหน่วยงานรับผิดชอบชัดเจน ใช้มาตรฐานเดียวกัน และเปิดเผยให้ประชาชน นักวิชาการ และภาคเอกชนเข้าถึงได้ นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตต่อการเพิ่มผู้แทนภาคธุรกิจในคณะกรรมการนโยบายและคณะกรรมการระดับจังหวัด รวมถึงความชัดเจนและโปร่งใสในการกำหนดมาตรการทางเศรษฐศาสตร์ตามร่างมาตรา 148
ภายหลังการอภิปราย ที่ประชุมมีมติไม่เห็นชอบกับการแก้ไขเพิ่มเติมของวุฒิสภา ด้วยคะแนน 414 ต่อ 2 เสียง งดออกเสียง 1 เสียง อย่างไรก็ตาม มติดังกล่าวไม่ใช่การไม่เห็นชอบร่างกฎหมายทั้งฉบับ แต่เป็นการไม่เห็นชอบเฉพาะส่วนที่วุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติม จากนั้นที่ประชุมมีมติกำหนดให้ตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันจำนวน 20 คน แบ่งเป็นผู้แทนจากสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาฝ่ายละ 10 คน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 137 (3) ประกอบข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ข้อ 137 วรรคสอง เพื่อพิจารณาหาข้อยุติในประเด็นที่ทั้งสองสภามีความเห็นแตกต่างกัน ก่อนจัดทำรายงานและเสนอร่างกฎหมายที่คณะกรรมาธิการร่วมกันพิจารณาแล้ว ให้สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบต่อไป
ลักขณา เทียกทอง ข่าว/เรียบเรียง