นางสาวสุภานันท์ ปัญญาทิพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดเชียงใหม่ พรรคกล้าธรรม อภิปรายในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ในวาระที่สอง มาตรา 21 งบประมาณรายจ่ายของกระทรวงยุติธรรมและหน่วยงานในกำกับ โดยตั้งข้อสังเกตและสอบถามไปยัง กมธ.วิสามัญฯ พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ปี 70 สภาผู้แทนราษฎร เกี่ยวกับการปรับลดงบประมาณในส่วนงานด้านระบบรักษาความปลอดภัย ว่า จากรายงานการปรับลดงบประมาณ พบข้อสังเกตว่า กมธ.วิสามัญฯ ได้ปรับลดงบประมาณโครงการติดตั้งและปรับปรุงระบบกล้องวงจรปิด (CCTV) ของกรมราชทัณฑ์เกือบทั้งหมดลงในอัตรา 5% เท่ากันทั่วประเทศ พร้อมตั้งคำถามว่าได้ใช้มาตรการหรือหลักเกณฑ์ใดในการพิจารณาบนพื้นฐานข้อเท็จจริง
นางสาวสุภานันท์ กล่าวว่า ระบบ CCTV ในเรือนจำไม่ได้เป็นเพียงอุปกรณ์สำนักงานทั่วไป แต่เปรียบเสมือนดวงตาที่ช่วยให้ผู้คุมตรวจจับความปลอดภัย ป้องกันการหลบหนี ป้องกันยาเสพติดและสิ่งของต้องห้าม หากการตัดงบส่งผลให้กรมราชทัณฑ์ต้องลดคุณสมบัติอุปกรณ์ (สเปก) หรือลดจำนวนกล้องลงจนเกิดจุดอับสายตา อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่และสังคมภายนอก นอกจากนี้ ยังพบการตัดลดงบประมาณในโครงการสำคัญอื่น ๆ ได้แก่ โครงการจัดทำเรือนจำอัจฉริยะ ที่ตั้งงบไว้ 50 ล้านบาท แต่ถูกตัดงบไป 5 ล้านบาท (คิดเป็น 10%) ทั้งที่เป็นโครงการนำเทคโนโลยีมาช่วยลดภาระผู้คุม ระบบรักษาความปลอดภัย ณ ศูนย์ราชการ ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ตั้งงบไว้ 73,442,000 บาท แต่ถูกปรับลดไปถึง 6,684,200 บาท (คิดเป็น 9.1%) ทั้งที่ DSI รับผิดชอบคดีซับซ้อน ควบคุมผู้ต้องหาสำคัญ ตลอดจนดูแลความปลอดภัยของกลางและสำนวนคดี
นอกจากนี้ นางสาวสุภานันท์ ได้ฝากคำถาม 2 ประเด็นสำคัญไปยัง กมธ.วิสามัญฯ ได้แก่ ประเด็นแรก เกณฑ์การปรับลดงบ CCTV 5% เท่ากันทุกแห่ง มีเหตุผลหรือหลักเกณฑ์ด้านความปลอดภัยอ้างอิง หรือเป็นเพียงการหั่นตัวเลขทางบัญชี ส่วนประเด็นที่สอง ผลกระทบจากการตัดงบเรือนจำอัจฉริยะและ DSI จะส่งผลให้ต้องปรับลดคุณสมบัติอุปกรณ์ หรือกระทบต่อแผนความมั่นคงและความปลอดภัยโดยรวมอย่างไร โดยตนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับคำชี้แจงที่เป็นรูปธรรม เพื่อยืนยันว่า กมธ.วิสามัญฯ ตระหนักถึงความปลอดภัยของสาธารณะอย่างแท้จริง
คณรัตน์ ยินดีมิตร / ข่าว
ลักขณา เทียกทอง / เรียบเรียง