นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. เป็นผู้ดำเนินการเสวนาหัวข้อ เปิดประเด็นเด็ด กมธ. เรื่องที่สื่อไม่ควรพลาด ในโครงการวุฒิสภาพบสื่อมวลชนสัญจร โดยเปิดเวทีให้กรรมาธิการ (กมธ.) วุฒิสภา 4 ชุด นำเสนอประเด็นการทำงานและผลักดันปัญหาสำคัญในแต่ละด้าน กมธ.ชุดที่ 1 ประกอบด้วย กมธ.การเกษตรและสหกรณ์ กมธ.การทหารและความมั่นคงของรัฐ และ กมธ.ติดตามการบริหารงบประมาณ โดยนายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา ที่ปรึกษา กมธ.การเกษตรฯ กล่าวว่า กมธ.ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประมงพื้นบ้านและผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้องจนประกาศใช้แล้ว โดยมีเป้าหมายคืนความเป็นธรรมและพื้นที่ทำกินให้ประมงพื้นบ้าน ควบคู่กับการรักษาทรัพยากรทางทะเล
นายจรุญ กลิ่นตลบ ที่ปรึกษา กมธ.การเกษตรฯ กล่าวว่า สว.จากกลุ่มอาชีพสามารถนำประสบการณ์จากพื้นที่มาร่วมแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะปัญหาภาคเกษตร ผ่านการศึกษาแนวทางแก้ไขและการลงพื้นที่รับฟังประชาชน
ด้านนายธณัชญ์พงศ์ วงศ์มุลาลี กมธ.การทหารและความมั่นคงของรัฐ กล่าวว่า กมธ.มีการประชุมมากกว่า 25 ครั้งต่อปี และมอบหมายให้คณะอนุ กมธ.ศึกษาการคงอยู่ ยุบ หรือปรับโครงสร้าง กอ.รมน. โดยผลเบื้องต้นเห็นว่า กอ.รมน.ยังคงมีความจำเป็น แต่ควรปรับโครงสร้างและบูรณาการหน่วยงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการดูแลความมั่นคงภายในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ขณะที่ทหารรับผิดชอบพื้นที่ชายแดน นอกจากนี้ กมธ.อยู่ระหว่างศึกษาประเด็นทหารผ่านศึก ไซเบอร์ เทคโนโลยี อาวุธยุทโธปกรณ์ และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ รวมถึงกรณีประเทศไทยผลิตยุทโธปกรณ์ได้แต่ยังไม่สามารถจำหน่ายให้กองทัพได้ พร้อมระบุประเด็นเร่งด่วนที่ติดตาม คือปัญหาชาวต่างชาติเข้ามาครอบครองพื้นที่และส่งผลต่อชุมชนในภูเก็ต เกาะพะงัน กรุงเทพฯ และ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่ง กมธ.กังวลต่อผลกระทบด้านความมั่นคงในอนาคต
ส่วน กมธ.ติดตามการบริหารงบประมาณ นายธณัชญ์พงศ์ ในฐานะเลขานุการ กมธ. กล่าวว่า มีภารกิจติดตามงบประมาณทุกกระทรวงและงบกลุ่มจังหวัด รวมถึงตรวจสอบกรณีงบประมาณเบิกจ่ายล่าช้า การดำเนินโครงการไม่คุ้มค่า หรือได้รับเรื่องร้องเรียน โดยจะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและลงพื้นที่ติดตาม
กมธ.ชุดที่ 2 ประกอบด้วย กมธ.การต่างประเทศ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การบริหารราชการแผ่นดิน เกษตรและสหกรณ์ การท่องเที่ยวและการกีฬา และ กมธ.พัฒนาการเมืองฯ
นายชวภณ วัธนเวคิน รองประธาน กมธ.การต่างประเทศ กล่าวถึงการลงพื้นที่ จ.ตราด และเกาะกูดว่า ประชาชนในพื้นที่มีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนและอธิปไตย โดยระบุว่าการพัฒนาเส้นทางเชื่อมคลองพร้าวกับฐานที่มั่นแหลมเทียนมีความจำเป็น ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณางบประมาณปี 2570 และรอการอนุญาตจากกองทัพเรือไปยังกรมธนารักษ์ นอกจากนี้ กมธ.อยู่ระหว่างพิจารณาร่าง MOU โดยนายชวภณระบุว่า มีการผลักดันให้รัฐบาลรับฟังและยกเลิก MOU 2544 พร้อมใช้กรอบ UNCLOS ในการเจรจาทวิภาคี โดยเน้นการรักษาสิทธิและผลประโยชน์ทางทะเลบริเวณเกาะกูดและพื้นที่ OCA ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ
ด้าน น.ส.รัชนีกร ทองทิพย์ รองประธาน กมธ.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ต้องการผลักดันนโยบายด้านภัยพิบัติ โดยเฉพาะ ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ Single DSS เพื่อบูรณาการข้อมูลจากทุกหน่วยงาน หลังพบปัญหาการส่งต่อข้อมูลระหว่างหน่วยงานในกรณีน้ำท่วมหาดใหญ่ ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายกว่า 4 หมื่นล้านบาท พร้อมเสนอให้มีฐานข้อมูลกลางที่ประชาชนสามารถใช้ประเมินสถานการณ์ในพื้นที่ของตนเองได้ เช่นเดียวกับระบบของญี่ปุ่น
น.ส.รัชนีกรยังตั้งข้อสังเกตกรณีบางหน่วยงานเตรียมจัดซื้อแพลตฟอร์มจากต่างประเทศ และเสนอให้ผู้เชี่ยวชาญไทยพัฒนาระบบ โดยแบ่งตาม 22 ลุ่มน้ำ พร้อมเน้นประเด็น อธิปไตยของข้อมูล ขณะเดียวกัน กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาว่า ควรเตรียมความพร้อมล่วงหน้า โดยเสนอให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณก่อสร้างถนนตามแนวชายแดน เพื่อกำหนดแนวเขตและสนับสนุนการส่งกำลังบำรุงหากเกิดสถานการณ์ความขัดแย้ง
กมธ.ชุดที่ 3 ประกอบด้วย กมธ.การพลังงาน และ กมธ.การศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม นายสัมพันธ์ ชัยวิเศษจินดา รองประธาน กมธ.การพลังงาน กล่าวว่า พลังงานเป็นต้นทุนสำคัญของประเทศ จึงต้องดูแลความมั่นคงและการจัดหาพลังงาน รวมถึงโครงสร้างไฟฟ้าและความเป็นธรรมของราคาค่าไฟ เพื่อให้ประเทศสามารถแข่งขันและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนได้
ด้านนายพิสุทธิ์ ทรัพย์วิจิตร กมธ.และที่ปรึกษา กมธ.ศาสนาฯ กล่าวว่า กมธ.ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมตลาดภาพยนตร์ การทวงคืนดนตรีไทยจากการอ้างสิทธิ์โดยมิชอบ และการจัดเก็บลิขสิทธิ์อย่างเป็นธรรม หลังพบแพลตฟอร์มต่างชาติดึงเม็ดเงินจากประเทศไทยหลายพันล้านบาท รวมถึงต้องการผลักดันสวัสดิการให้ผู้ทำงานในวงการบันเทิง โดยเฉพาะแรงงานกลางคืน
กมธ.ชุดที่ 4 ประกอบด้วย กมธ.การสาธารณสุข และ กมธ.การเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง โดยนางอารีย์ บรรจงธุรการ โฆษก กมธ.การสาธารณสุข กล่าวว่า กมธ.มุ่งเชื่อมโยงปัญหาประชาชนกับข้อมูลและหลักฐาน พร้อมคุ้มครองสิทธิผู้รับบริการ เจ้าหน้าที่ และความอยู่รอดของโรงพยาบาล โดยผลักดันการดูแลผู้ป่วยโรคไตที่บ้าน เพื่อลดการเดินทาง ค่าใช้จ่าย และความเสี่ยง รวมถึงผลักดันวัคซีนป้องกันกลุ่มโรคสมองอักเสบให้บริการฟรีตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.ที่ผ่านมา และพัฒนาระบบปฐมภูมิ
นางอารีย์ยืนยันว่า วุฒิสภาไม่ได้เสนอให้ยกเลิกบัตรทองหรือสิทธิ 30 บาทรักษาทุกโรค แต่ต้องการปรับปรุงระบบให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่วนกรณีเกี่ยวกับการเลือก สว. นายพิสิษฐ์กล่าวว่า ไม่มีผลกระทบต่อการทำงานของกรรมาธิการเนื่องจาก สว.ยังคงมีอำนาจหน้าที่จนกว่าศาลฎีกาจะมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่
อัญชิสา ก่อกิจฤกษ์ชัย /ข่าว
ลักขณา เทียกทอง /เรียบเรียง