นายโชติชัย บัวดิษ โฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าววิทยุและโทรทัศน์รัฐสภา ถึงแนวทางการบริหารจัดการน้ำภาคตะวันออกและการรับมือภัยพิบัติว่า ควรให้ทุกจังหวัดจัดตั้งศูนย์ข้อมูลน้ำระดับจังหวัด เพื่อรวบรวมข้อมูลน้ำฝน น้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำ และน้ำหนุน และควรติดตั้งระบบโทรมาตร (Telemetering) ในทุกลำน้ำ เพื่อวัดปริมาณฝนและปริมาณน้ำที่ไหลผ่าน ซึ่งจะช่วยประเมินและแจ้งเตือนล่วงหน้าได้ว่าน้ำจะไหลถึงแต่ละหมู่บ้านในอีกกี่ชั่วโมง ทำให้สามารถเตรียมตัว ผันน้ำ และระบายน้ำได้ทันท่วงที รวมถึงสามารถนำข้อมูลมาคำนวณปริมาณน้ำเพื่อบริหารจัดการภาวะน้ำแล้งได้ด้วย
นายโชติชัย กล่าวว่า สาเหตุที่ทำให้เกิดอุทกภัยรุนแรงในรอบ 50 ปี โดยฉพาะที่จังหวัดระยอง ส่วนหนึ่งมาจากปริมาณฝนตกแช่สูงถึง 200 มิลลิเมตร ซึ่งเกินกว่าปริมาณที่เคยพบในภาวะปกติที่ประมาณ 90-120 มิลลิเมตร ทำให้ระบายน้ำไม่ทัน ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงผังเมือง ลำคลองอุดตัน การรุกล้ำพื้นที่สาธารณะ พื้นที่แก้มลิงเดิมถูกเปลี่ยนเป็นหมู่บ้านจัดสรร รวมถึงทางน้ำธรรมชาติถูกถนนหรือสิ่งก่อสร้างบดบัง
สำหรับแผนการดำเนินงานของคณะกมธ.การเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ด้านข้อเสนอแนะการบริหารจัดการน้ำ จะมุ่งเน้นการบริหารจัดการน้ำนอกเขตชลประทาน เพื่อป้องกันปัญหาน้ำแล้งในอนาคต โดยร่วมมือกับสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ องค์การมหาชน (สสน.) นำชุดข้อมูลไอทีมาประมวลผล และใช้นักวิชาการที่มีความชำนาญในการอ่านค่าข้อมูล เพื่อประเมินและคาดการณ์ความรุนแรงของภัยธรรมชาติได้อย่างแม่นยำ
นายโชติชัย ยังเสนอว่า กรมอุตุนิยมวิทยาต้องพยากรณ์และให้ข้อมูลสภาพอากาศที่แม่นยำ กรมชลประทานต้องมีข้อมูลปริมาณน้ำเข้าและน้ำระบายที่ถูกต้อง ขณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ต้องสามารถอ่านข้อมูลทิศทางการไหลของน้ำและแจ้งเตือนประชาชนได้อย่างทันท่วงที โดยไม่ควรกังวลว่าจะถูกประชาชนต่อว่า พร้อมเห็นว่าการแจ้งเตือนภัยเป็นหัวใจสำคัญ และควรปรับจากการรอถอดบทเรียนหลังเกิดเหตุ มาเป็นการประชุมและฝึกซ้อมแผนรับมือภัยพิบัติจริงร่วมกันระหว่างผู้ว่าราชการจังหวัด องค์การบริหารส่วนจังหวัด องค์การบริหารส่วนตำบล และผู้นำชุมชน เพื่อให้ประชาชนและท้องถิ่นตื่นตัว ช่วยเหลือตนเองในเบื้องต้น และร่วมมือกันรับมือสถานการณ์วิกฤต
ณัฐเดช เอียดปุ่ม /ข่าว
ลักขณา เทียกทอง /เรียบเรียง
