สว.โสภณ ยันไม่ได้ล้มบัตรทอง แต่ต้องปรับปรุงกฎหมาย

คริส พุทธชาติ

10 ต.ค. 2569 09:12 น.3 ครั้ง
แชร์LINE
สว.โสภณ ยันไม่ได้ล้มบัตรทอง แต่ต้องปรับปรุงกฎหมาย

10 ต.ค. 69 - สว.โสภณ ยืนยัน กมธ.การสาธารณสุข วุฒิสภา ไม่ได้ล้มบัตรทอง แต่จำเป็นต้องปรับปรุง หลังใช้มานานกว่า 20 ปี ชี้ปัญหางบประมาณคลาดเคลื่อน ไม่สะท้อนต้นทุนจริง ทำโรงพยาบาลขาดสภาพคล่อง

ดร.โสภณ มะโนมะยา สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการศึกษาระบบงบประมาณการบริหารจัดการ และธรรมาธิบาล ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ในคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การสาธารณสุข วุฒิสภา กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวการเสนอแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 (กฎหมายบัตรทอง) ยืนยันว่าคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา ไม่ได้มีเจตนาที่จะล้มระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทอง แต่มีความจำเป็นจะต้องปรับปรุงกฎหมายฉบับนี้ เนื่องจากพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ถูกบังคับใช้มานานเกือบ 25 ปีแล้ว จากการศึกษาของคณะอนุกรรมาธิการฯ พบปัญหาสำคัญหลายด้าน โดยเฉพาะระบบงบประมาณและการบริหารจัดการ ซึ่งปัจจุบันโรงพยาบาลรัฐส่วนใหญ่กำลังประสบปัญหาสภาพคล่อง เงินสะสมลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากงบประมาณที่ได้รับจัดสรรจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ไม่สะท้อนต้นทุนการรักษาพยาบาลที่แท้จริง ทำให้โรงพยาบาลต้องนำเงินสะสมของตนเองออกมาแบกรับและชดเชยค่าใช้จ่ายส่วนต่างเหล่านั้น

นอกจากนี้ ยังพบปัญหาการจัดสรรงบประมาณรายหัว ซึ่งปัจจุบันมีการนำงบประมาณเงินเดือนของบุคลากรไปรวมอยู่ในงบรายหัวด้วย ส่งผลให้โรงพยาบาลขนาดเล็กที่มีประชากรในพื้นที่น้อย ได้รับงบประมาณน้อยอยู่แล้ว และเมื่อถูกหักค่าเงินเดือนบุคลากรออกไปอีก จึงเหลืองบประมาณจริงในการบริหารจัดการและรักษาผู้ป่วยเพียงนิดเดียว ทางกรรมาธิการฯ จึงเสนอให้มีการแยกงบเงินเดือนออกจากงบรายหัวอย่างชัดเจน เพื่อให้เห็นเม็ดเงินที่ได้รับการจัดสรรจริง

ขณะที่สัดส่วนในคณะกรรมการ สปสช. ดร.โสภณ กล่าวว่า สัดส่วนของฝั่งผู้ให้บริการหรือตัวแทนโรงพยาบาลยังมีน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับกรรมการฝั่งอื่น ทำให้เสียงของผู้ให้บริการไม่ค่อยได้รับการรับฟังเท่าที่ควร ซึ่งมองว่ายังไม่สอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาล และควรมีการปรับปรุงสัดส่วนให้เหมาะสมยิ่งขึ้น

ส่วนข้อกังวลของประชาชนเกี่ยวกับเรื่องการร่วมจ่าย (Co-payment) นั้น ดร.โสภณ ชี้แจงว่า ใน พ.ร.บ. ฉบับเดิมปี 2545 ก็มีหลักการเรื่องการร่วมจ่ายอยู่อยู่แล้ว สำหรับแนวทางใหม่นี้จะมีการกำหนดขอบเขตที่ชัดเจนขึ้น ยืนยันว่า ผู้มีรายได้น้อย ผู้ด้อยโอกาส และกลุ่มเปราะบาง จะยังคงได้รับสิทธิการรักษาพยาบาลขั้นพื้นฐานฟรีเช่นเดิม โดยไม่ต้องร่วมจ่ายใดๆ ทั้งสิ้น
อย่างไรก็ตาม การร่วมจ่ายจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อผู้ป่วยมีความประสงค์ขอรับบริการหรือยานอกเหนือจากมาตรฐานหรือนอกบัญชียาหลัก เช่น การใช้บริการคลินิกรอบพิเศษ คลินิกนอกเวลา การขอรับยาต้นแบบ หรือบริการเสริมอื่นๆ ที่ผู้ป่วยยินดีจ่ายเพิ่มเพื่อความสะดวกสบายของตนเอง

คริส พุทธชาติ /ข่าว
ลักขณา เทียกทอง /เรียบเรียง