นายสุรทิน พิจารณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(สส.)แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ อภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ในวาระที่ 2 มาตรา 14 งบประมาณรายจ่ายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเสนอปรับลดงบประมาณร้อยละ 0.01 พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าแม้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รับงบประมาณจำนวนมากและเป็นหน่วยงานสำคัญในการดูแลเกษตรกร แต่ปัญหาความเดือดร้อนหลายด้านยังไม่ได้รับการแก้ไข โดยเฉพาะความล่าช้าในการจ่ายเงินตามมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรในอัตราไร่ละ 1,000-2,000 บาท ซึ่งหากล่าช้าจนพ้นฤดูฝน อาจสร้างความไม่พอใจและนำไปสู่การเรียกร้องจากเกษตรกร
นายสุรทินยังกล่าวถึงปัญหาการบริหารจัดการแหล่งน้ำ โดยยกตัวอย่างโครงการขุดลอกหนองน้ำที่บ้านโนนตาเถน ตำบลหนองเม็ก อำเภอหนองสองห้อง จังหวัดขอนแก่น ซึ่งประชาชนระบุว่าน้ำมีสีแดงและไม่สามารถนำมาใช้ในครัวเรือนได้ รวมถึงกรณีตลิ่งทรุดบริเวณริมวัดโพสพผลเจริญ อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ซึ่งเคยมีการร้องเรียนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไข นอกจากนี้ ตั้งข้อสังเกตถึงปัญหาภาคปศุสัตว์และการส่งออกตีนไก่ไปยังประเทศจีน โดยอ้างถึงข้อร้องเรียนของสมาคมผู้ส่งออกว่า มีการนำเข้าตีนไก่จากต่างประเทศและสวมสิทธิ์เป็นสินค้าไทยก่อนส่งออกไปยังจีน แม้สมาคมจะร้องเรียนเรื่องดังกล่าวต่อนายกรัฐมนตรีแล้ว แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ขณะที่จีนลดโควตานำเข้าสินค้าจากโรงงานไทย 5 แห่ง และต่อมาลดโควตาจากบริษัทไทยเพิ่มอีก 22 แห่ง ซึ่ง นายสุรทิน เห็นว่าอาจกระทบต่อความน่าเชื่อถือของสินค้าไทยและรายได้จากการส่งออกของประเทศ
นายสุรทิน ยังเปรียบเทียบการบริหารกระทรวงเกษตรฯ ในช่วงที่ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ว่า ขณะนั้นเกษตรกรมีความหวังมากกว่า และเห็นว่าการแก้ปัญหาในปัจจุบันดำเนินไปอย่างล่าช้า โดยเฉพาะปัญหาราคาผลไม้ เช่น ทุเรียนที่ปัจจุบันราคาลดลงเหลือประมาณ 30 บาทต่อกิโลกรัม พร้อมย้ำว่า ปัญหาเหล่านี้จำเป็นต้องเร่งแก้ไข จึงขอปรับลดงบประมาณกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ลง 0.01% เพื่อสะท้อนถึงความจำเป็นในการปรับปรุงการบริหารงานและแก้ปัญหาให้ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม
ขณะที่ นายพงศกร อรรณนพพร สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย อภิปรายเสนอปรับลดงบประมาณของกระทรวงเกษตรฯ ลง 2% พร้อมตั้งข้อสังเกตงบประมาณของกรมชลประทาน เนื่องจากได้รับจัดสรรงบประมาณสูงถึง 78,946 ล้านบาท โดยตั้งคำถามความคุ้มค่าของการจัดซื้อครุภัณฑ์การเกษตรและครุภัณฑ์ชลประทาน เช่น เครื่องสูบน้ำฉุกเฉินชนิดตีนตะขาบระบบไฮดรอลิก (Hydraulic Driven Crawler-Type Emergency Pump) ของสำนักงานเครื่องจักรกลจังหวัดนนทบุรี ที่มีราคาสูง 2 เครื่อง ราคา 95 ล้านบาท เฉลี่ยเครื่องละ 47.5 ล้านบาท รวมถึงการตั้งข้อสังเกตเรื่องครุภัณฑ์เครื่องสูบน้ำที่ถูกกระจายอยู่ในหมวดหมู่เครื่องจักรหรือการก่อสร้างอื่นๆ จนผู้ประกอบการร้องเรียนว่าไม่สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในการประมูลได้ ขณะเดียวกัน กล่าวชื่นชมและตั้งข้อสังเกตต่อการทำงานของกรรมาธิการวิสามัญฯ ที่สามารถปรับลดงบประมาณในส่วนของเครื่องสูบน้ำฉุกเฉินชนิดตีนตะขาบ จากที่เสนอมา 95 ล้านบาท (2 เครื่อง) ลงไปได้ถึง 25 ล้านบาท พร้อมตั้งคำถามถึงกระบวนการจัดทำงบประมาณว่าหากสามารถปรับลดลงได้มากขนาดนี้ อาจสะท้อนถึงความบกพร่องในการตั้งงบประมาณตั้งแต่ต้น ด้านปัญหาภัยแล้งและประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ แม้กรมชลประทานจะมีพันธกิจในการสร้างความมั่นคงทางน้ำและพัฒนาแหล่งน้ำ แต่ปัญหาภัยแล้งและอุทกภัยยังคงเกิดขึ้นซ้ำซาก
นายพงศกร กล่าวทิ้งท้ายฝากกระทรวงเกษตรฯ และกรมชลประทาน เร่งตรวจสอบรายละเอียดโครงการ กลั่นกรองโครงการต่างๆ รอบคอบยิ่งขึ้น เพื่อให้การใช้งบประมาณเกิดประโยชน์สูงสุดแก่เกษตรกรและประเทศชาติ
อรพรรณ ขันทองคำ /ข่าว
ลักขณา เทียกทอง /เรียบเรียง