16 ก.ย. 69 - ประธาน กมธ.การเกษตรฯ สภาผู้แทนราษฎร รับหนังสือจาก สส.ภาคเหนือและอดีต สส. ขอให้ศึกษาการพัฒนาศักยภาพการเกษตรพื้นที่สูง พร้อมแก้ปัญหาความล่าช้าการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ ผลักดันบริหารจัดการน้ำเป็นระบบ แก้น้ำท่วม-น้ำแล้งอย่างยั่งยืน  

image

        นายนพพล เหลืองทองนารา ประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การเกษตรและสหกรณ์ สภาผู้แทนราษฎร รับหนังสือจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(สส.) ภาคเหนือ และอดีต สส. ขอให้คณะกรรมาธิการฯ ศึกษาแนวทางพัฒนาศักยภาพการเกษตรบนพื้นที่สูง และแก้ไขอุปสรรคการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร โดยเฉพาะปัญหาความล่าช้าการสร้างอ่างกักเก็บน้ำ 

        นายนพพล กล่าวว่า เข้าใจปัญหาของพื้นที่ภาคเหนือเป็นอย่างดี เนื่องจากเป็น สส.จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งได้รับผลกระทบทั้งจากน้ำท่วมและภัยแล้งเป็นประจำ เห็นว่าหากจัดระบบชลประทานทั้งในและนอกเขตชลประทานอย่างเป็นระบบ จะช่วยบรรเทาอุทกภัย เพิ่มพื้นที่เพาะปลูก และสนับสนุนความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่เกษตรกรรม สำหรับจังหวัดแพร่ ซึ่งอยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำยมและยังไม่มีอ่างเก็บน้ำ เห็นควรพัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำเพื่อแก้ปัญหาน้ำหลากตั้งแต่ต้นทาง เนื่องจากเมื่อเข้าสู่ฤดูน้ำหลาก น้ำจะไหลลงสู่จังหวัดสุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร และนครสวรรค์ โดยโครงการเขื่อนแก่งเสือเต้นมีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก จึงควรพิจารณาแนวทางอื่นในการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคเหนือ นอกจากนี้ ภาคเหนือมีพื้นที่เกษตรกรรมประมาณ 10 ล้านไร่ ถือเป็นพื้นที่เกษตรกรรมสำคัญของประเทศ หากสามารถแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งได้ จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจำนวนมาก ทั้งนี้ การก่อสร้างอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ป่ายังประสบปัญหาการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องล่าช้า จึงเตรียมเชิญกรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และกรมธนารักษ์ มาหารือเพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกัน และผลักดันให้มีการชดเชยพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่หน่วงน้ำที่เสียโอกาสในการทำมาหากิน พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลมีความชัดเจนเรื่องเงินช่วยเหลือเยียวยา โดยเฉพาะเงินช่วยเหลือภาคการเกษตร รวมถึงการช่วยเหลือค่าตัดอ้อยสด 120 บาทต่อตัน เพื่อสนับสนุนการลดผลกระทบจาก PM 2.5

        ขณะที่นางสาวณัฐธิดา เทพสุทิน สส.จังหวัดสุโขทัย กล่าวว่า การพัฒนาอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะพื้นที่สูง จะช่วยชะลอน้ำและตัดยอดน้ำจากต้นน้ำ อีกทั้งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ด้านการเกษตร แต่ติดข้อจำกัดด้านการก่อสร้างในพื้นที่ป่า ทำให้การพัฒนาแหล่งน้ำล่าช้า จึงขอให้คณะกรรมาธิการฯ ศึกษาแนวทางแก้ไขกฎระเบียบหรือข้อบังคับ เพื่อให้หน่วยงานสามารถบูรณาการและดำเนินโครงการได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

        ขณะที่นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล อดีต สส.แพร่ กล่าวว่า ข้อเรียกร้องครั้งนี้มุ่งแก้ปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งในภาคเหนือ ซึ่งได้รับผลกระทบเป็นประจำจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ จึงต้องการให้เร่งพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำและกักเก็บน้ำในพื้นที่ต้นน้ำ เพื่อลดปริมาณน้ำที่จะไหลลงสู่พื้นที่ด้านล่าง โดยเสนอให้คณะกรรมาธิการฯ ติดตามและผลักดันการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ

        นอกจากนี้ กลุ่มอดีต สส. ขอให้คณะกรรมาธิการฯ ติดตามโครงการอ่างเก็บน้ำน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งหากมีการศึกษาประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) จะช่วยเพิ่มพื้นที่ชลประทาน แก้ปัญหาภัยแล้ง และบรรเทาความรุนแรงของอุทกภัยในพื้นที่ ส่วนพื้นที่ลุ่มแม่น้ำยม ขอให้ติดตามการพัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำเพื่อใช้ในฤดูแล้ง เสนอให้ขยายการบริหารจัดการน้ำของบางระกำโมเดล จังหวัดพิษณุโลก ปัจจุบันครอบคลุมพื้นที่ฝั่งซ้ายของแม่น้ำยมประมาณ 55,000 ไร่ ขณะที่พื้นที่ฝั่งขวานอกเขตชลประทานยังประสบปัญหาขาดแคลนน้ำในฤดูแล้งและได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม จึงขอให้ศึกษาการนำพื้นที่ฝั่งขวาของอำเภอบางระกำเข้าสู่เขตชลประทาน พร้อมปรับปรุงระบบกักเก็บและบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่นเดียวกับจังหวัดตาก ขอให้ติดตามโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำขนาดกลางบ้านเจดีย์โคะ ซึ่งเป็นพื้นที่เกษตรกรรมและมีประชาชนใช้น้ำจำนวนมาก ขอให้ติดตามความคืบหน้าและผลักดันการดำเนินโครงการต่อไป

อรพรรณ ขันทองคำ /ข่าว

ลักขณา เทียกทอง /เรียบเรียง

 

ประมวลผลภาพ

วิดีโอ