นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) พร้อมด้วย นายเดชรัต สุขกำเนิด นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล นายพริษฐ์ วัชรสินธุ นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล นางสาวภคมน หนุนอนันต์ และนายเฉลิมพงศ์ แสงดี สส.ของพรรค ร่วมกันแถลงข่าวถึงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เงา ณ ห้องประชุม N401 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา โดยนายณัฐพงษ์ ระบุว่า วันนี้ (22 มิ.ย. 69) ได้พิจารณากรณีประเทศมาเลเซียระงับนำเข้ากุ้งจากไทย ปัญหาราคาปุ๋ยเคมี การพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีของรัฐบาล และการเดินหน้าประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
นายสิทธิพล กล่าวถึงประเด็นประเทศมาเลเซียระงับการนำเข้ากุ้งจากประเทศไทยว่า รัฐบาลประเมินความเสียหายจากกรณีดังกล่าวต่ำกว่าความเป็นจริง ขณะเดียวกันมาตรการเยียวยาเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในอัตรา 20 บาทต่อกิโลกรัม ยังไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากยังไม่ได้แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายกุ้งแห่งชาติ (Shrim Board) ทั้งนี้ ปชน. มีข้อเรียกร้อง 3 ประการ ได้แก่ ขอให้รัฐบาลเร่งตั้ง Shrim Board เพื่อสามารถออกมาตรการเยียวยาได้โดยเร็ว สำรวจและประเมินความเสียหายใหม่ให้สอดคล้องกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง และให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงกระทรวงพาณิชย์ เพิ่มมาตรการรองรับความเสียหายของกุ้งให้เพียงพอ จากปัจจุบันที่รองรับได้เพียงประมาณ 400 ตัน
นายเดชรัต กล่าวถึงปัญหาราคาปุ๋ยเคมีสูงว่า ปชน. เคยแสดงความกังวลเรื่องปริมาณและราคาปุ๋ยเคมีตั้งแต่การประชุม ครม.เงา เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคมที่ผ่านมา แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจนเรื่องปริมาณปุ๋ยในประเทศ ปัจจุบันแม้ว่าราคาปุ๋ยยูเรียในตลาดโลกจะลดลงจากประมาณ 800-900 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน เหลือประมาณ 400 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน แต่ราคาปุ๋ยในประเทศไทยยังอยู่ในระดับสูงประมาณ 1,300-1,500 บาทต่อกระสอบ พรรคจึงเรียกร้องให้กระทรวงพาณิชย์กำหนดราคาและควบคุมปุ๋ยเคมีอย่างชัดเจน ประกาศกรอบเวลาการปรับลดราคาให้เกษตรกรรับทราบ และเร่งให้ราคากลับสู่ระดับปกติเช่นเดียวกับช่วงก่อนเกิดวิกฤตตะวันออกกลาง นอกจากนี้ มองว่ามาตรการช่วยเหลือของรัฐบาล เช่น ปุ๋ยธงเขียว และปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ ยังเข้าถึงเกษตรกรได้ไม่ถึงร้อยละ 1 ของผู้ได้รับผลกระทบทั้งหมด
นางสาวศิริกัญญา กล่าวถึงร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ของรัฐบาล ซึ่งเตรียมเข้าสู่การพิจารณาวาระที่ 1 ของสภาผู้แทนราษฎร ระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน - 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 ว่า สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างทางการคลังอย่างชัดเจน โดยร่างดังกล่าวมีลักษณะสำคัญคือ รายจ่ายประจำเพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่รายจ่ายลงทุนลดลง งบลงทุนของหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะด้านคมนาคม ถูกปรับลดลงหลายหมื่นล้านบาท ขณะที่งบบำนาญข้าราชการและงบชำระดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ ยังพบว่าท่ามกลางหน่วยรับงบประมาณที่ถูกปรับลดกันถ้วนหน้า แต่มีอยู่ 1 กระทรวงที่ได้รับงบเพิ่มถึง 30% คือกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการเพิ่มงบประมาณเพื่อนำไปดำเนินโครงการ TH-AI passport จึงขอให้ประชาชนช่วยกันติดตามประเด็นดังกล่าวอย่างใกล้ชิด
นายพริษฐ์ กล่าวทิ้งท้ายถึงประเด็นการเดินหน้าจัดตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ว่า ปชน. สนับสนุนให้มี สสร.ที่มาจากการเลือกตั้ง 100% พร้อมเชิญชวนประชาชนร่วมลงชื่อสนับสนุนร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน โดยล่าสุดมีผู้ร่วมลงชื่อแล้วกว่า 23,000 รายชื่อ จากเป้าหมายขั้นต่ำ 50,000 รายชื่อ นอกจากนี้ ยังเรียกร้องไปยังทุกพรรคการเมือง โดยเฉพาะพรรคที่เคยประกาศจุดยืนสนับสนุน สสร.ที่มาจากการเลือกตั้ง ให้ทบทวนร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของตนเอง เพื่อร่วมผลักดันให้เกิด สสร.ที่มาจากการเลือกตั้ง 100% พร้อมกันนี้ ส่งสัญญาณไปยังพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ขอให้แสดงความจริงใจในประเด็นดังกล่าว เพราะหากยังปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว อาจเกิดข้อสงสัยได้ว่าพรรคมีจุดยืนที่กำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว และเป็นการตัดโอกาสการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดอนาคตรัฐธรรมนูญของประเทศ
ณัฐเดช เอียดปุ่ม ข่าว/เรียบเรียง