นายสุทนต์ กล้าการขาย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) อภิปรายสนับสนุนรายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง การศึกษาข้อกฎหมาย แนวทางการกำกับดูแล และการส่งเสริมการให้บริการแพร่ภาพและเสียงผ่านโครงข่ายอินเทอร์เน็ตว่า รายงานฉบับนี้นอกจากจะเป็นเรื่องของเทคโนโลยีแล้ว ยังเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมสื่อไทย เศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ และความมั่นคงทางข้อมูลข่าวสารสาธารณะของประชาชน ซึ่งตลอดระยะเวลา 70 ปีที่ผ่านมา ระบบการสื่อสารมวลชนของไทยตั้งอยู่บนฐานของกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ ที่ต้องพึ่งพาคลื่นความถี่ ผู้ประกอบการต้องขอรับอนุญาตลงทุนโครงข่าย และปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) อย่างเคร่งครัด ไปสู่ระบบที่ขับเคลื่อนด้วยอินเทอร์เน็ต ความเร็วสูง และแพลตฟอร์มดิจิทัล ทำให้ประชาชนรับชมข้อมูลข่าวสารและความบันเทิงผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์หลักในรูปแบบใหม่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่การเปลี่ยนช่องทางการรับชม แต่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมสื่อทั้งระบบ สิ่งสำคัญที่จะต้องพิจารณาคือประเทศไทยมีกฎหมายและกลไกกำกับดูแลที่พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวหรือไม่
นายสุทนต์ กล่าวอีกว่า จากผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการพบว่า ปัจจุบันยังมีช่องว่างในเชิงนโยบายและช่องว่างทางกฎหมายหลายเรื่อง อาทิ ยังไม่มีบทนิยามที่ชัดเจนของบริการแพร่ภาพและเสียงผ่านโครงข่ายอินเตอร์เน็ตในกฎหมายไทย ยังมีความซ้ำซ้อนและไม่ชัดเจนเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานที่กำกับดูแลระหว่างกสทช. และสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ทำให้เกิดความไม่ชัดเจนของ การกำกับดูแล OTT รวมถึงเกิดปัญหาความไม่สมดุลในการแข่งขันระหว่างผู้ประกอบการไทยและแพลตฟอร์มต่างประเทศ
นายสุทนต์ กล่าวอีกว่า ตนเห็นว่าไม่ควรมีการควบคุม OTT หรือจำกัดการเติบโตของเทคโนโลยี เพราะ OTT คือโอกาสสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจดิจิทัล สร้างงาน สร้างรายได้ และส่งออกคอนเทนต์ไทยสู่ตลาดโลก สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการคือการสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมและการกำกับดูแล โดยการส่งเสริมนวัตกรรมแต่ยังคุ้มครองผู้บริโภค เปิดการแข่งขันที่เป็นธรรม เปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศ แต่ยังรักษาผลประโยชน์ของชาติ รวมทั้งตนเห็นด้วยกับข้อเสนอของคณะกรรมาธิการที่ให้ปรับแนวคิดการกำกับดูแลจากการกำกับตามเทคโนโลยีไปสู่การกำกับตามลักษณะบริการ รวมถึงแนวคิดการแยกกันกำกับดูแล ออกเป็นการกำกับโครงข่าย บริการ และเนื้อหา ซึ่งเป็นแนวทางที่หลายประเทศนำมาใช้
นายสุทนธ์ ได้มีข้อเสนอแนะว่า ไม่ใช่แค่การกำกับ OTT เท่านั้น แต่ควรพิจารณาเรื่องของอธิปไตยทางข้อมูลข่าวสาร เพราะข้อมูลของประชาชน เม็ดเงินโฆษณาจำนวนมากของประเทศ และอิทธิพลต่อการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนกำลังอยู่บนแพลตฟอร์มระดับโลก ที่อยู่เหนือเขตอำนาจอธิปไตยของประเทศไทย หากไม่มีนโยบายที่ชัดเจนประเทศไทยอาจสูญเสียความสามารถในการกำหนดทิศทางของสื่อในอนาคต นอกจากนี้ผู้ประกอบการจำนวนมากยังรอความชัดเจนจากกสทช. ในการออกใบอนุญาต หลังจะหมดอายุในปี 2572 ว่าจะไปในทิศทางใด พร้อมขอให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำโรดแมปสื่อไทยหลังปี 2572 อย่างเป็นรูปธรรมเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความชัดเจน
คริส พุทธชาติ ข่าว/เรียบเรียง