นายพิสิษฐ์ อภิวัฒน์นาพงษ์ โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) แถลงกรอบการประชุมวุฒิสภาว่า วาระสำคัญในสัปดาห์นี้คือการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยวางกรอบการประชุมไว้ 2 วัน ระหว่างวันที่ 10-11 กันยายน 2569 ทั้งนี้ ต้องรอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาร่างกฎหมายแล้วเสร็จและส่งมายังวุฒิสภาก่อน ซึ่งขณะนี้มีสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ลงทะเบียนอภิปรายร่างงบประมาณแล้วประมาณ 46 คน กำหนดเวลาอภิปรายเบื้องต้นคนละประมาณ 8 นาที จากเดิมที่วางกรอบการประชุมไว้หนึ่งวัน แต่เนื่องจากการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรยังไม่แล้วเสร็จ จึงขยายกรอบเป็น 2 วันให้สอดคล้องกับสถานการณ์
นายพิสิษฐ์ กล่าวต่อไปว่าในวันจันทร์ที่ 14 กันยายน นี้ วุฒิสภาเตรียมพิจารณาร่างกฎหมายที่ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรแล้ว 6 ฉบับ ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม ซึ่งมีสาระเกี่ยวกับการปรับปรุงแผนปฏิรูปและพัฒนาประสิทธิภาพของกระทรวงกลาโหม บทบัญญัติเกี่ยวกับหน่วยงานด้านราชองครักษ์ และการพ้นจากตำแหน่งของสมาชิกสภากลาโหมผู้ทรงคุณวุฒิในกรณีเป็นบุคคลล้มละลาย ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลทหาร มีสาระสำคัญเกี่ยวกับการยกเลิกศาลจังหวัดทหาร เปิดทางให้ผู้เสียหายซึ่งไม่ได้อยู่ในอำนาจศาลทหารเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาต่อศาลทหารได้ และกำหนดให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทหารในเวลาไม่ปกติบางกรณีสามารถอุทธรณ์ได้ ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง โดยเพิ่มบทบาทของเจ้าพนักงานคดีในการช่วยเหลือศาลตามที่ได้รับมอบหมาย เพื่อลดภาระงานและเพิ่มความรวดเร็วในการพิจารณาคดี ส่วนฉบับที่สี่ ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม กำหนดให้พนักงานคดีมีสถานะเป็นข้าราชการศาลยุติธรรม และผู้ปฏิบัติหน้าที่ครบ 4 ปี มีสิทธิสอบคัดเลือกเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษา ส่วนอีก 2 ฉบับ ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี และร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล
สำหรับการประชุมวันอังคารที่ 15 กันยายน จะพิจารณาร่างกฎหมายอีก 2 ฉบับ คือร่างพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ มีสาระเกี่ยวกับผู้ประกอบกิจการกระจายเสียงที่ใช้กำลังส่งไม่เกิน 1 กิโลวัตต์ หรือวิทยุชุมชน โดยเปิดให้มีรายได้จากการบริจาค การสนับสนุนสถานี และรายได้อื่นที่เพียงพอต่อการบริหารจัดการโดยไม่มุ่งแสวงหากำไร รวมทั้งกำหนดโทษทางปกครองสำหรับผู้ฝ่าฝืน และร่างพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ซึ่งปรับปรุงนิยามวิทยุภาคประชาชนและหลักเกณฑ์การจัดสรรคลื่นความถี่ พร้อมกำหนดโทษปรับเป็นพินัยไม่เกิน 10,000 บาท สำหรับผู้ใช้หมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉินแห่งชาติโดยไม่มีเหตุฉุกเฉินหรือก่อกวนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ นอกจากนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าวยังเสนอเพิ่มอำนาจให้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) สั่งให้ผู้ประกอบกิจการประกาศเตือนภัยแก่ประชาชนได้ทันที เมื่อเกิดสาธารณภัยระดับชาติที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สิน พร้อมกำหนดบทลงโทษกรณีไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง
อัญชิสา ก่อกิจฤกษ์ชัย / ข่าว
ลักขณา เทียกทอง / เรียบเรียง