22 มิ.ย. 69 - คณะกรรมาธิการการพลังงาน วุฒิสภา เผยผลศึกษาค่าไฟฟ้าเฉลี่ย 4.18 บาทต่อหน่วยที่ประชาชนจ่าย มีต้นทุนแฝงจากนโยบายและโครงสร้างระบบไฟฟ้าสะสม เสนอปฏิรูปโครงสร้างค่าไฟ แก้ปัญหากำลังผลิตล้น - แยกค่าไฟสาธารณะออกจากภาระของประชาชน

image

          นายพรเพิ่ม ทองศรี ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพลังงาน วุฒิสภา พร้อมด้วยคณะกมธ. แถลงข่าวประเด็นต้นทุนค่าไฟฟ้าแฝง โดยระบุว่าสืบเนื่องจากค่าไฟฟ้าที่ประชาชนจ่ายในปัจจุบันไม่ได้ประกอบด้วยต้นทุนการผลิตไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีต้นทุนแฝงจากนโยบายของภาครัฐและโครงสร้างระบบไฟฟ้าที่สะสมมาเป็นเวลานาน ซึ่งถูกผลักภาระรวมอยู่ในค่าไฟฟ้าของประชาชน จากการศึกษาของคณะกมธ. พบว่าค่าไฟฟ้าเฉลี่ยประมาณ 4.18 บาทต่อหน่วยที่ประชาชนจ่ายอยู่ในปัจจุบัน มีต้นทุนแฝงอยู่ประมาณ 50-90 สตางค์ต่อหน่วย หรือคิดเป็นร้อยละ 12-22 ของค่าไฟทั้งหมด โดยต้นทุนแฝงสำคัญ ประกอบด้วย ค่าความพร้อมจ่ายโรงไฟฟ้าและกำลังผลิตสำรองส่วนเกินเป็นภาระสูงสุด คิดเป็นประมาณ 30-50 สตางค์ต่อหน่วย เกิดจากสัญญาซื้อขายไฟฟ้าแบบ ไม่ใช้ก็ต้องจ่าย (Take-or-Pay) ที่ภาครัฐทำไว้กับโรงไฟฟ้าเอกชน ส่งผลให้ต้องจ่ายค่าความพร้อมจ่าย แม้ไม่ได้เดินเครื่องผลิตไฟฟ้าจริง และทำให้ประเทศไทยมีกำลังผลิตสำรองสูงกว่าความจำเป็น ภาระจากนโยบายส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน คิดเป็นประมาณ 15-25 สตางค์ต่อหน่วย เกิดจากการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในอดีตที่ให้เงินสนับสนุนในอัตราสูง รวมถึงค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียน ค่าไฟฟ้าสาธารณะและการอุดหนุนข้ามกลุ่ม คิดเป็นประมาณ 5-10 สตางค์ต่อหน่วย ประกอบด้วย ค่าไฟถนน ไฟทางหลวง ระบบสูบน้ำป้องกันน้ำท่วม รวมถึงการช่วยเหลือผู้ใช้ไฟบางกลุ่ม ซึ่งปัจจุบันถูกนำมารวมอยู่ในต้นทุนค่าไฟของผู้ใช้ไฟฟ้าทุกประเภท กล่าวคือ ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมจ่ายค่าไฟสาธารณะผ่านบิลค่าไฟ แม้จะไม่เห็นรายการดังกล่าวปรากฏอย่างชัดเจน และ ภาระหนี้สะสมจากการตรึงค่าไฟในอดีต คิดเป็นประมาณ 10-20 สตางค์ต่อหน่วย เกิดจากการที่ภาครัฐเคยให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) รับภาระต้นทุนเชื้อเพลิงแทนประชาชนในช่วงวิกฤตราคาพลังงาน และต่อมาต้องทยอยเรียกคืนผ่านค่า Ft

          สำหรับกรณีค่าไฟฟ้าสาธารณะ คณะกมธ. เห็นว่า ค่าไฟสาธารณะ เช่น ไฟถนน ไฟทางหลวง และระบบสูบน้ำสาธารณะ ควรแยกออกจากค่าไฟของประชาชนอย่างชัดเจน ปัจจุบันค่าใช้จ่ายส่วนนี้ถูกเฉลี่ยรวมอยู่ในค่าไฟฟ้าฐาน ทำให้ประชาชนทุกครัวเรือนและภาคธุรกิจต้องร่วมรับภาระโดยไม่ทราบรายละเอียด นอกจากนี้ ค่าไฟฟ้าสาธารณะอีกส่วนหนึ่งยังถูกชำระผ่านงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งมาจากภาษีของประชาชนเช่นกัน คณะกมธ. จึงมีข้อเสนอแนะ ได้แก่ ควรมีการเปิดเผยต้นทุนค่าไฟอย่างโปร่งใส แยกให้ชัดเจนว่าค่าไฟส่วนใดเป็นต้นทุนการผลิตจริง และส่วนใดเป็นต้นทุนเชิงนโยบาย แก้ปัญหาค่าความพร้อมจ่ายและกำลังผลิตสำรองล้นเกิน เจรจาปรับเงื่อนไขสัญญาโรงไฟฟ้า และบริหารกำลังผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการใช้ไฟฟ้าจริง ปฏิรูประบบส่งเสริมพลังงานสะอาดเปลี่ยนเป็นระบบแข่งขันราคาแทนการอุดหนุนแบบคงที่ เพื่อลดภาระค่าไฟในระยาว ยกเลิกการแฝงต้นทุนค่าไฟสาธารณะในค่าไฟของประชาชน โดยให้หน่วยงานเจ้าของโครงการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายโดยตรง พร้อมติดตั้งระบบมิเตอร์อัจฉริยะเพื่อตรวจสอบต้นทุนอย่างโปร่งใส และเปลี่ยนการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเป็นการช่วยเหลือแบบตรงเป้าหมาย ผ่านระบบสวัสดิการแห่งรัฐ แทนการนำภาระไปเฉลี่ยให้ผู้ใช้ไฟทุกคนร่วมกันรับผิดชอบ ดังนั้น ค่าไฟฟ้าของประชาชนไม่ได้แพงขึ้นเพราะต้นทุนผลิตไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีต้นทุนแฝงจากนโยบายและโครงสร้างระบบไฟฟ้าสะสมอยู่ประมาณ 50-90 สตางค์ต่อหน่วย จึงเสนอให้ปฏิรูปโครงสร้างค่าไฟฟ้า แก้ปัญหากำลังผลิตสำรองส่วนเกิน และแยกค่าไฟฟ้าสาธารณะออกจากภาระของประชาชน เพื่อให้ค่าไฟลดลงอย่างยั่งยืนและเป็นธรรมมากขึ้น

         นายพรเพิ่ม กล่าวทิ้งท้ายว่าคณะกมธ. จะจัดตั้งคณะทำงานขึ้นเพื่อพิจารณาศึกษา ติดตามในเรื่องดังกล่าวโดยละเอียด หากมีความคืบหน้าจะแจ้งให้สาธารณชนรับทราบต่อไป 

 

ณัฐเดช เอียดปุ่ม ข่าว/เรียบเรียง

ประมวลผลภาพ

วิดีโอ