22 มิ.ย. 69 - ประธานรัฐสภา เดินหน้าขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการ ผนึกกำลังกระทรวงกลาโหม-ยุติธรรม-สาธารณสุข-ท้องถิ่น ปรับแก้กฎหมายสำคัญอุดช่องโหว่การปฏิบัติงาน เน้นเพิ่มประสิทธิภาพการบำบัดฟื้นฟูในระดับตำบล 

image

          นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการแก้ไขปัญหายาเสพติดและการพัฒนากฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยมี พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พลตำรวจตรี วิชัย สังข์ประไพ ที่ปรึกษาประธานรัฐสภา นายโอภาส เพชรมุณี เลขานุการประธานรัฐสภา นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยผู้บริหารสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ตลอดจนผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด ผู้แทนกรมอนามัย ผู้แทนกรมส่งเสริมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ผู้แทนกรุงเทพมหานคร ผู้แทนองค์การบริหารส่วนจังหวัดบุรีรัมย์ ผู้แทนองค์การบริหารส่วนตำบลคูเมือง และผู้แทน อบต.บ้านใหม่ไชยพจน์ จังหวัดบุรีรัมย์ ร่วมประชุม เพื่อพิจารณาประเด็นปัญหาและแนวทางการพัฒนากฎหมายเบื้องต้น
          ซึ่งมี 4 กระบวนการ คือ 1.การป้องกันการเสพ 2. การบำบัดรักษาฟื้นฟู 3. การปราบปราม 4. การแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย โดยได้ให้คณะทำงานยกประเด็นกฎหมายมาเสนอต่อที่ประชุมพร้อมนำข้อสรุปไปแก้ไขกฎหมายเพื่อให้นำไปปฏิบัติได้จริง โดยพิจารณาประเด็นปัญหาและมีข้อเสนอ ดังนี้ ด้านการป้องกัน
แก้ไขบทนิยามคำว่า “จำหน่าย” หรือการครอบครองเพื่อเสพ โดยมีข้อเสนอให้มีความชัดเจนมากขึ้น เพื่อสะดวกในการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่
          ด้านการบำบัดรักษา คือ กำหนดเพิ่มเติมให้มีการจัดตั้งศูนย์คัดกรองและส่งเสริมฟื้นฟูสภาพทางสังคมในทุกตำบลหรือเขตอย่างน้อย 1 แห่ง โดยมีนายก อบต.และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นผู้รับผิดชอบและกำหนดให้มีสถานพยาบาลยาเสพติดและสถานฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดในทุกอำเภออย่างน้อย 1 แห่ง เพื่อยกระดับคณะกรรมการบำรุงรักษาและฟื้นฟูยาเสพติดเรื่องหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขการจัดตั้งและรับรองคุณภาพสิ่งต่าง ๆ ให้เข้ามาอยู่ในประมวลกฎหมายยาเสพติดแก้ไขมาตรา 116/1 และมาตรา 117 มาตรา 118 แห่งประมวลกฎหมายยาเสพติด ขณะที่การหลบหนีของผู้บำบัด ขอให้กำหนดให้ชัดเจนในกฎหมายว่าคนดังกล่าวสามารถเข้ารับการบำบัดได้อีกครั้งหรือไม่ หรือให้เปลี่ยนสถานบำบัดได้อีกครั้งหนึ่งหากการบำบัด ครั้งที่ 2 ไม่สำเร็จก็ให้เข้าสู่กระบวนยุติธรรมด้วย จากการพิจารณามาตรา 113 และมาตรา 114 วรรคสาม ที่ กำหนดว่า “หากผู้เข้ารับการบำบัดรักษา ตามวรรคหนึ่งหลบหนีหรือไม่ให้ความร่วมมือในการบำบัดรักษาจนครบถ้วน ให้สถานพยาบาลยาเสพติด หรือสถานฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจัดทำประวัติ ข้อมูล และพฤติการณ์ของผู้หลบหนีหรือไม่ให้ความร่วมมือในการบำบัดรักษาดังกล่าว เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาให้เข้ารับการบำบัดรักษาตามวรรคหนึ่ง” เห็นว่า บทบัญญัติดังกล่าวไม่ชัดเจนว่าหากเข้ารับการบำบัดรักษาตามวรรคหนึ่งหลบหนีหรือไม่ให้ความร่วมมือในการบำบัดรักษาจนครบถ้วนแล้วจะสามารถกลับมาบำบัดได้อีกมากน้อยเพียงใดหรือจะถูกดำเนินคดีอาญาในทันที
          ด้านการปราบปราม คือ การรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์การเสพยาเสพติดของเจ้าหน้าที่ตำรวจทั่วไปที่ไม่ใช่เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ไม่มีอำนาจตรวจหรือทดสอบหรือสั่งให้รับการตรวจหรือทดสอบว่าบุคคลนั้นมีสารเสพติดอยู่ในร่างกายมักประสบปัญหาในการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์การเสพยาเสพติด จึงมีข้อเสนอเพิ่มอำนาจให้ตำรวจสามารถสั่งตรวจหาสารเสพติดในร่างกายได้ในกรณีที่มีเหตุอันควรช่วยได้ว่าบุคคลดังกล่าวส่วนยาเสพติดไม่มีพฤติการณ์ก่อความเดือดร้อนอาจเป็นอันตรายต่อประชาชนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรวบรวมพยานหลักฐานการนำผู้เสพเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาและการคุ้มครองความปลอดภัยของสังคมโดยรวมแก้ไขมาตรา 11/2 แห่ง พ.ร.บ.วิธีการวิธีพิจารณาคดีอาญาเสพติด 2550
          ส่วนประเด็นอื่น ๆ คือ ปัญหาข้อสันนิษฐานจากปริมาณยาเสพติดที่พบในตัวผู้ต้องหาในการพิสูจน์ความผิดฐานจำหน่ายหรือครอบครองเพื่อเสพ เนื่องจากปรากฏหลักฐานเพื่อสนับสนุนพฤติกรรมตามความผิดในการจำหน่ายยาเสพติดและเกณฑ์ในการแจ้งข้อกล่าวหาแตกต่างกันไปตามประเภทของเจ้าหน้าที่ ข้อเสนอกำหนดแนวทางหรือหลักเกณฑ์ในการใช้ดุลพินิจของพนักงานสอบสวนให้มีความชัดเจนและเป็นมาตรฐานเดียวกันสำหรับกรณีที่ตรวจพบยาเสพติดเกินกว่าปริมาณที่กฎหมายสันนิษฐานว่าเป็นการครอบครองเพื่อเสพ เพื่อให้การตั้งข้อกล่าวหาเป็นไปยังเหมาะสมและคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาให้ได้รับความเป็นธรรมอย่างเท่าเทียมกันอาจให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนดหลักเกณฑ์ในการตั้งข้อหาของพนักงานสอบสวนเหมือนกับศาลที่มีบัญชีมาตรฐานการกำหนดโทษ หรือแนวทางในการลงโทษ
          ปัญหาข้อสันนิษฐานจากปริมาณยาเสพติดที่พบในตัวผู้ต้องหาในการพิสูจน์ความผิดฐานจำหน่ายหรือครอบครองซึ่งยาเสพติดเนื่องจากต้องปรากฏหลักฐานเพื่อสนับสนุนพฤติกรรมตามความผิดในการจำหน่ายยาเสพติดและเกณฑ์ในการแจ้งข้อกล่าวหาแตกต่างกันไปตามดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ข้อเสนอกำหนดแนวทางหรือหลักเกณฑ์ในการใช้ดุลพินิจของพนักงานสอบสวนให้มีความชัดเจนและเป็นมาตรฐานเดียวกันสำหรับกรณีที่ตรวจพบยาเสพติดเกินกว่าปริมาณที่กฎหมายสันนิษฐานว่าเป็นการครอบครองเพื่อเสพ เพื่อให้การตั้งข้อกล่าวหาเป็นไปอย่างเหมาะสมและคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาให้ได้รับความเป็นธรรมอย่างเท่าเทียมกัน
          เจ้าพนักงาน ป.ป.ส.ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด ไม่มีหน้าที่และอำนาจในการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งระงับการทำแพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ ปิดกั้นเว็บไซต์ที่มีลักษณะเป็นลักษณะยาเสพติด จึงมีข้อเสนอ โดยกำหนดให้อำนาจเจ้าพนักงาน ป.ป.ส.ในการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ระงับการให้แพร่หลายและลบข้อมูลคอมพิวเตอร์ใน พ.ร.บ.พิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 และเพิ่มบทบัญญัติในประมวลกฎหมายยาเสพติดที่เป็นการเพิ่มโทษของผู้จำหน่ายหรือจูงใจชักนำให้ผู้อื่นเสพยาเสพติดโดยการกระทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ตามกฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

ทัดดาว ทองอิ่ม ข่าว / เรียบเรียง
สำนักประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ข้อมูล / ภาพ 

ประมวลผลภาพ

วิดีโอ